Salsa 的个人资料Salsa shop照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
9月13日 ไม่ใช่เรื่องของคนบ้าเห่อสวัสดีเพื่อนๆที่ติดตาม Life in China ของเราทุกคน
วันนี้เรื่องที่เราจะนำเสนอก็ไม่ใช่ไรหรอกเพียงแต่ว่าเมื่อประมาณวันพุธเพิ่งได้ฤกษ์ถอยรถจักรยานส่วนตัวมือหนึ่งมาในราคา 210 หยวน (ติดตั้งตะกร้าเรียบร้อยแล้ว) อันนี้โฆษณาเล่นๆ และให้ราคาไว้เผื่อคนที่ซื้อหลังเราจะซื้อได้ถูกกว่า ถอยมาวันแรกก็ขี่แข่งกะ Aynie เพื่อนชาวอินโด ก็ยังไม่เป็นไรมาก ตอนเย็นก็ขี่จากที่พักไป Liu yuan (ที่พักห้องคู่ห่างจากที่พักเราเป็นระยะเวลา 15 นาทีเดินได้) เนื่องจากที่นั่นมีโต๊ะปิงปอง ก็ไปตีปิงปองกัน อืมตีเสร็จก็ขี่จักรยานกลับมาที่พัก ก็เริ่มรู้สึกนิดๆว่าเจ็บก้น ตื่นเช้ามาจะไปเรียนวันนี้มีคลาสที่ Liu yuan อีกเช่นเคย พอขึ้นขี่จักรยานปุ๊บ ความเจ็บปวดเมื่อวานที่มีอยู่เพียงน้อยนิดกลับกลายเป็นเจ็บมาก และไม่ใช่เจ็บก้นอย่างเดียว วันนี้ปวดทั้งตัวเลย เนื่องจากเมื่อวานโหมเล่นกี่ฬาหนักเกินนนนน.........
ตอนบ่ายหลังจากเลิกคลาส วันพฤหัส วันนี้ต้องไปกงอัน เพื่อดำเนินการเรื่องวีซ่า (ปัญหาเรื่องวีซ่าเนี่ยจะอัพเดทให้อีกตอนนึงล่ะกัน เป็นตอนสำคัญมากสำหรับคนที่คิดจะมาเรียนภาษา 1 ปีแบบเรา แต่ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนล่ะกัน) ก็เลยถามพีสว่าไปเป็นเพื่อนได้มั๊ย พีสตกลง แล้วก็พี่บุ๋มเสนอว่าขี่จักรยานกันไปป่าว เราก็อืม เอาก็เอาวะ จะได้จำทางกันได้ซะที และได้คุ้มค่าจักรยาน 210 หยวนด้วย เหมือนโดนหลอกป่าวหว่าขี่ไปกงอันจากมหาลัยเนี่ย ระยะทาง 35 นาทีจักรยาน (กี่กิโลเมตรไม่รู้นะ) รู้แต่ว่าตอนที่ขี่ขึ้นสะพานอ่ะขี่ไม่ไหว เลยต้องมาเดินลากจักรยานขึ้นสะพานซะงั้น) แต่พีส กะพี่บุ๋ม เนี่ยนักปั่นน่องเหล็กมากไม่มีอาการเหนื่อยหอบใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนเราเนี่ยหอบแดด หอบเหนื่อยไปหลายรอบ ถึงกงอันจัดการทำวีซ่าเสร็จ ก็ขี่จักรยานกลับมา พักในห้องพี่จูนได้ซักแป๊บ (โดนทักว่าไปออกศึกที่ไหนมาน้อง) ก็ต้องขี่ไป Liu yuan อีกแล้วเพื่อคุยกะเหล่าซือเรื่องวีซ่า (อันนี้ขี่ไปด้วยแรงแค้น) หลังคุยเสร็จก็ไปห้องพิมก้อย พิมทักว่านิต้าไปทำไรมา ขี่จักรยานแค่นี้กลับมาหน้าดำปี๋เลย เราก็เศร้าว่ะ จากนั้นก็เลยชวนกันออกไปซื้อของที่คาร์ฟูร์ (ระยะเวลาขี่จักรยานประมาณ 15 นาที) แต่คราวนี้จักรยานมีไม่ครบคน (สมาชิกประกอบด้วยเรา พิม ก้อย พี่จูน พีส and Aynie) เราก็เลยบอกก้อย ว่าเราให้ก้อยขี่ละกันเดี๋ยวเราซ้อน ส่วน Aynie เธอคิดงัยไม่รู้ เห็นว่าบ่นปวดขาก็เลยขอซ้อนจักรยานพีส (ก็ต้องขอชมเชยน้องพีสไว้ ณ ที่นี้เลยดีก่า น้องจ๋ากลับไปไปสมัครเป็นทีมชาตินักปั่นน่องเหล็กเหอะ ขี่ได้ทนจริงๆ ที่ไปคาร์ฟูร์เนี่ยให้ Aynie ตัวไม่เล็กขี่ซ้อนไปด้วยนะเนี่ย หลังจากไปออกรอบที่กงอันกะเรามาแล้ว นับถือจริงๆ) เพราะตอนนั้นบอกตรงๆขาแทบจะไม่มีแรงเดินแล้ว แต่ที่ต้องไปคาร์ฟูร์วันนี้ เพราะตึกข้างๆขายของพวกไอที ซึ่งเราจำเป็นต้องซื้อไมโครโฟนใหม่ เพราะอันที่หอบหิ้วกันมาจากอังกฤษ และเอาไปเที่ยวยุโรปด้วยกันนั้น มาบัดนี้ได้ถึงเวลาของมันที่จะดื้อดึงไม่ยอมทำงานแล้ว ก็ได้ Headset อันใหม่มาในราคา 25 หยวน โดยมี Aynie เป็นคน present เพราะเธอเพิ่งซื้อแบบนี้มาใช้เมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วเราก็มีความคิดที่จะซื้อเวบแคม เพราะวันก่อนน้องสาวต่อเวบแคมมาให้ดูความเป็นไปในชีวิตของเค้า เราก็เลยนึกอยากบ้าง ก็ได้เวบแคมคุณภาพดี ภาพชัดแจ๋วมาในราคา 80 หยวน จาก 95 หยวน (ตอนแรกคนขายก็บอกว่าขายราคานี้ไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ให้เรามาซะงั้น) คุณภาพดีขนาดไหน ไว้ทักเรามาล่ะกัน ไว้จะอวดให้ดู มีคนบอกว่าเห็นสิวทุกเม็ดเลย ว่ากันขนาดนั้น เดินในตึกไอทีเสร็จก็ไปเดินคาร์ฟูร์ต่อ จากนั้นก็ขี่จักรยานกันกลับบ้านพร้อมข้าวของกันอีกมากมายมหาศาล (ก็ไม่รู้ว่ากลับกันมาได้งัย) ประมาณทุ่มก่าแล้วหิวข้าวกันสุดตัว เพราะไปออกรอบมาก็เลยขอแวะระหว่างทางกินข้าว ก่อนที่ก้อยจะขี่จักรยานเราไปส่งเราที่หอ แล้วก็บอกก้อยว่าเอาจักรยานไปใช้ก็ได้นะ เพราะงัยพรุ่งนี้ก้อยต้องขี่มาเรียนที่ You yuan นิ ถึงห้อง ก็ขอเปิดซิงกล้อง พร้อม Headphone ซะหน่อยว่าใช้ได้ป่าว ปรากฏว่าคุณภาพดีเกินคาด (เป็นแบรนด์ของจีนทั้งคู่นะ) เห็นทีอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติ ต่อแบรนด์ของจีนซะแล้วล่ะมั้ง 9月4日 ย่ำแดนมังกร สู่นิวาศสถานเทียนจินได้ฤกษ์ขยับ msn space กันอีกแล้วคับทั่น แต่แรกตั้งใจไว้ว่ามาเรียนงวดนี้จะอัพเดทชีวิตในไฮฮ่า ปรากฏว่าที่นี่บล็อคไฮฮ่าซะงั้น แอบเซ็ง แต่เอาเหอะ เอ็มก็เอ็ม ไม่ได้อัพกันมานานชาติเศษได้ ต้องขอเท้าความกันตั้งแต่ออกจากเมืองไทยเลยล่ะกัน
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ตั้งใจโทรมาหาเราก่อนขึ้นเครื่องทุกๆคน สายแทบไหม้เลยอ่ะ ต้องบอกว่าโชคดีจิงๆที่แต่ละคนโทรมาได้จังหวะพอดิบพอดีมากเนื่องจากโทรมาหลังเราอาบน้ำเสร็จงี้ โทรมาหลังจากเราเดินไปข้างนอกงี้ ก็เลยทำให้รับสายได้ทุกคน แถมโทรมาได้ไม่ซ้ำจังหวะที่เราคุยกะคนอื่นด้วย
เนื่องจากเครื่องออกตอนตี 1.20 ดังนั้นพี่ชายก็เลยบอกว่าออกจากบ้านซะตอน 4 ทุ่มเศษ ล่ะกัน แต่ทำไปทำมาไหงออกจากบ้านตอน 4 ทุ่ม 37 นาทีได้งัยไม่รู้ ไปงวดนี้ไม่มีปะป๊า กะม.แม่ไปส่งเพราะไปเที่ยวกันสองตายายที่หลันโจว เฮียทั้งสองคนก็เลยเป็นธุระไปส่งให้ที่สนามบิน แต่ส่งอย่างเดียวนะ คือ เตะลงจากรถปุ๊บ บะบาย ลาก่อนเจอกันปีหน้า ไม่มีเข้าไปส่งในสนามบิน ณ เคาน์เตอร์ 10 เห็นแล้วอึ้งเหอะ ทำไมคนมันมหาศาลล้านแปดงี้ว้า ต่อคิวกันยาวยืด ทั้งๆที่นอกสนามบินไม่มีคนไม่มีรถเลย ด้วยความว่ามองไม่เห็น ไม่ได้ใส่แว่นก็เลยไปต่อคิวตรงกรุ๊ปทัวร์ซะงั้น ก็คิวมันสั้นสุดนี่หว่า ระหว่างรอก็มีโทรศัพท์ดังเข้ามาจากเจ้าหน้าที่ของ OREN
OREN: น้องวินิตาอยู่ไหนแล้วครับ
วินิตา : อยู่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วค่ะ ตรงเคาน์เตอร์แอร์ไชน่า ไลน์ที่ 5
OREN: เออ พี่เห็นน้องแล้ว
สายก็ตัดไป จากบทสนทนาคาดว่าจะเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงสนามบินนะ (ด้วยความใจเย็นของพี่ชายทั้งสอง)
ก็ชั่งน้ำหนักกระเป๋า สองใบได้ 34 กิโล ตามคาด (ได้น้ำหนักมา 40 แต่ไม่รู้จะขนไรไปดี จวบจนกระทั่งมาถึงเนี่ยแหละเราน่าจะเอานู่นมา เอานี่มา สารพัดไปหมด) ฮาคับทั่น
ผ่านพิธีการทั้งหมด ไปรอขึ้นเครื่องที่ Gate แอบฮาอีกแล้ว เจ้าหน้าที่ประกาศว่า ผู้โดยสารไชน่าแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ CA980 ที่จะไปกรุงปักกิ่งเตรียมขึ้นเครื่องได้แล้วค่ะ (เอ่อ สายการบินที่จะไปน่ะ แอร์ไชน่าค่ะพี่ ไม่ใช่ไชน่าแอร์ไลน์)ซักพักก็มีการประกาศแก้ หลังจากที่คนประกาศได้สติ
พอขึ้นเครื่องปุ๊บ กลิ่นแบบไชน่าก็ต้อนรับกันทันทีเลย เข้าใจใช่ป่าวว่าเป็นกลิ่นงัย กลิ่นแบบกลิ่นคนจีนเลยอ่ะ เราโดนจับยัดนั่งติดริมหน้าต่างด้านข้างเป็นคู่สามีภรรยา ฝรั่งกะนิโกล พอเครื่องยังไม่ทันขึ้นหรอก เราก็ปิดสวิทซ์หลับเลยเจ้าค่ะ นอนไปได้ซักแป๊บรู้สึกปวดฉี่ มองคนด้านข้างเห็นหลับปุ๋ยทั้งคู่ เลยไม่อยากปลุกก็เลยทนเอา จนกระทั่งประมาณตีห้าได้มั้ง ฟ้าเริ่มมีแสงแห่งรุ่งอรุณจางๆ ภรรยานิโกลตื่น ลุกไปข้างนอก เราก็เลยขอออกไปห้องน้ำซะหน่อย แต่ไม่เข้าใจเลยปวดฉี่ แต่ฉี่ไม่ออก ดูเหมือนเพราะร่างกายขาดน้ำด้วยป่าวไม่รู้น้ำปัสสาวะในร่างกายจึงโดนดูดกลับไปใช้ใหม่ แต่จิงๆแล้วส่วนหนึ่งที่ฉี่ไม่ออกก็สภาพห้องน้ำในเครื่องบินน่ะแหละ รุ่นสมัยแบบโบราณมาก ดูสกปรกงัยไม่รู้ มีน้ำเจิ่งนองที่พื้นด้วย นี่แค่บนเครื่องนะ ชีวิตอีก 1 ปีของฉันกะห้องน้ำที่จีน ไม่รู้จะทนได้แค่ไหน
มาถึงสนามบินปักกิ่ง ใหญ่โตอลังการมาก แต่ไม่มีงวงช้างให้เราลงง่ะ อ้อ บนเครื่องประกาศว่าวันนี้อากาศ ยี่สิบองศา แต่ลงมามันร้อนๆๆๆๆๆมาก ไม่ต่างจากกรุงเทพ แล้วก็รู้สึกอากาศมันชื้นๆด้วย แถมอีกอย่างฟ้าที่ปักกิ่งนี่โคตรอึมครึม ไม่เห็นแสงอาทิตย์เลย ต้องชมเชยกัปตันที่สามารถเอาเครื่องลงในสภาพอากาศที่อึมครึมเช่นนี้ได้
ลงจากเครื่องบินปุ๊บเค้าให้เรานั่งรถโค้ชไปตึกไรไม่รู้ซึ่งอยู่ไกลๆ จากนั้นก็เดินด้วยระยะทางกิโลแม้วผ่านการตรวจคนเข้าเมือง แล้วนั่งรถไฟไปเอากระเป๋า ดูเอาล่ะกันว่าสนามบินมันอลังขนาดไหน เท่าที่ทราบภายในระยะเวลาเร็วๆนี้ ปักกิ่งจะพยายามสร้างสนามบินให้ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (เทียบไม่ได้เลยกะสุวรรณภูมิของเรา)
ได้กระเป๋าเดินทางแล้วจะไปออกช่อง nothing to declare แต่ตม. ไม่ให้ให้เราไปช่อง declare เจ้าหน้าที่จีนคนนึงก็บอกให้เราเอากระเป๋าโน้ตบุ๊คกะกระเป๋าตังค์สแกน (ค่อยยังชั่ว ตอนแรกนึกว่าจะให้เอากระเป๋าใหญ่สแกนซะอีก) เดินออกไปข้างนอกก็มีเจ้าหน้าที่ OREN มาร้บ ชื่อพี่กิต นักเรียนไทยทั้งหมด 13 ชีวิต ก็เข็นกระเป๋าไปขึ้นรถที่ทางม.เทียนจินจัดส่งมาให้ ตอนขึ้นรถก็กลิ่นคนจีนลอยมาต้อนรับพวกเรากันอีกแล้ว นั่งรถสองชั่วโมงก็เล่นเกมส์ซ่อนตาดำกันเกือบทุกราย ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก่าๆ ก็มาถึง ม.เทียนจิน มีคนไทยที่มาเรียนเทอมก่อนหน้ามาต้อนรับ ช่วยเหลือด้วยความเป็นกันเอง (ขอบคุณนะค้าบ) เก็บกระเป๋าเสร็จก็ออกไปทานข้าวที่โรงอาหารในหลิวหยวน (ต้องบอกว่ารสชาติไม่ได้เรื่องเลย) จากนั้นก็ไปธนาคาร เพื่อเปลี่ยนรหัสลับบัตรเอทีเอ็ม ให้ลองคิดสภาพเด็กไทย 14 ชีวิต (มาเมื่อวานนี้ 2 คน) มะรุมมะตุ้มเข้าไปในแบงค์ขนาดเท่าตึกห้องแถวสองห้องแคบๆ จะเป็นงัย ใช้เวลาในการเปลี่ยนรหัสลับนานพอตัวก็เดินกลับไปลงทะเบียนเรียนที่มหาลัย พร้อมกะแยกชั้นตามระดับความสามารถ เราอยู่ D ban ระดับกลางขั้นต้น เนื่องจากเหล่าซือให้ดูหนังสือ E ban แล้วอ่านบ่รู้เรื่องเลย เหล่าซือแอบชมว่าทักษะการฟังกะการพูดดี (คงไม่ต้องบอกนะว่าทักษะการอ่านห่วยแตกมาก เพราะอ่านไม่ออก ถึงออกก็แปลไม่ได้) มีเรื่องแอบฮานิดส์นึง คำถามแรกที่เหล่าซือถามมาประมาณว่าเคยเรียนภาษาจีนที่ไหนมาก่อนป่าว ด้วยความเผลอ ตอบเป็นภาษาอังกฤษซะงั้น เหล่าซือก็งงไป 3 วิ แล้วเราก็ตอบใหม่เป็นภาษาจีน ลงทะเบียนเสร็จก็ไปกินข้าวเย็น ซึ่งต้องบอกว่าอร่อยก่าตอนกลางวัน เป็นพันๆเท่า
ขอบรรยายถึงสภาพห้องนอนในหอพักตัวเองหน่อยดีก่า มันเล็กและแคบมาก อารมณ์แบบเหมือนตอนอยู่เทนนิสคอร์ทเลยประมาณน้นต่างกันแค่ว่ามีห้องน้ำในตัว แต่ดูสกปรกอ่ะ แต่ด้วยความเหนื่อยคืนนั้นก็นอนทั้งอย่างนั้นโดยไม่ปัดกวาดอะไร (จิงๆเพราะติดอินเตอร์เนตได้ตั้งแต่วันแรกเนี่ยแหละ)
ขอสรุปซักหน่อยดีก่า
คิดถึงความเจริญที่อังกฤษกะกรุงเทพฯง่ะ มาอยู่นี่ได้รับรู้เลยว่าห้องพักที่อังกฤษดีก่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า
12月29日 Happy New Yearทิ้งบล็อกให้ร้างมานาน เกือบเน่าหรือป่าวเนี่ย เหตุที่ไม่อัพบลอคก็เพราะเนตอืดๆของที่บ้านเนี่ยแหละ มันไม่ทันใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ต้องมาแย่งสัญญาณเวลาที่พี่ชายทั้งสองนั่งเล่นเกมส์ World of Warcraft จะเรียกเวบเพจทีก็ไม่ต้องพูดเลย รอกันนานแสนนาน ช่วงนี้คนชอบถามข่าวคราวเหลือเกินว่าเราทำไร เอาให้ชัดเจนเลยนะ อาชีพ ตอนนี้คุณหนูมือปืนรับจ้าง สรุปง่ายๆ คือ ว่างงาน แต่ช่วยงานแม่เป็นครั้งคราว 555 จนท้ายสุดพ่อเริ่มรู้สึกกวนใจ เลยไล่ให้ไปเรียนภาษาจีนต่อ ก็เลยต้องมานั่งคิด เราอยากไปเรียนไหนกันแน่ระหว่าง จีน กับ ไต้หวัน ถ้าให้โหวด เพื่อนๆที่ไต้หวันก็บอกว่าไต้หวันแน่นอน เพื่อนที่จีน ก็โหวดในทางกลับกัน แต่จะบอกว่าทั้งสองที่มีสิ่งจูงใจเราต่างกันอยู่ คือ ไต้หวัน เพื่อนเยอะแยะ อาหารเหมือนเมืองไทย ความเจริญเหมือนกรุงเทพ หลับตาเดินในไทเปก็ยังถูก ข้อด้อย คือ เบื่อ เที่ยวมันมาหมดเกาะแล้ว ส่วนจีน จะมีการจัดโอลิมปิกเกมส์ในปีหน้า มีอีกหลายเมืองที่เรายังไม่เคยเที่ยว แต่ความเจริญ ความสะอาดของห้องน้ำ ความน่าวางใจของคุณภาพอาหาร และสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเนี่ยสิ ที่ตะขิดตะขวงใจ งัยก็ตามใครมีข้อคิดข้อเสนอไรก็โพสต์ไว้หน่อยแล้วกัน
สุดท้ายนี้ ก็สวัสดีปีใหม่ทุกคน ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆทั้งหลาย เจริญก้าวหน้าในการงาน การเรียนเน้อ อีกอย่างอย่าลืมให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพตัวเองล่ะ
Happy New Year
The year of rat
2008 9月9日 Happy Timeหุหุ ในที่สุดเวลาแห่งความสุขก็มาถึงแล้ว ส่งดิสเซอร์ไปแล้ว ก็เหลือแต่เตรียมตัวออกเที่ยวแล้ว น่าดีใจเนอะ ศุกร์ที่ 14 กันยานี้เราก็จะเริ่มออกเดินทางเที่ยวแล้ว ทริปนี้เดินทาง 5 ประเทศ โดยเริ่มจากฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ อิตาลี แล้วก็สวิสเซอร์แลนด์ จากนั้นเราก็จะกลับมาอยู่อังกฤษ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย เราจะถึงเมืองไทยวันที่ 13 ตุลาคมนะ ใครอยากเจอะอยากเจอกับเราก็ ที่สุวรรณภูมิตอนบ่าย 3 โมงกว่าๆ
แล้วเจอกันนะทุกคน
เตรียมตัวบ๊ายบายแล้วอังกฤษ 8月24日 Virus on my computerเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า แอนตี้ไวรัสของเราหมดอายุ แล้วมีวันหนึ่งขณะต่ออินเตอร์เนตอยู่ก็มีม้าไม้เมืองทรอยเข้ามาบุกรุกอินเตอร์เนตเรา เครื่องเราก็ขึ้นทันทีว่าให้สแกนไดร์ฟทั้งหมด เราก็สแกนเสร็จก็หาเจ้าม้าไม้ตัวนี้ไม่เจอ วันเวลาผ่านเลยไปได้ซักห้าวัน มีวันหนึ่งพี่คนหนึ่งทักมา พร้อมกับส่งโฟลเดอร์ my pic ผ่านทางเอ็ม แต่เราไม่ได้รับนะ หรือไม่ก็อาจมาจากไวรัสในโลกไซเบอร์ที่เราไปท่องมาก็ได้ ซึ่งทำให้เรามาสามารถเข้าเอ็มเอสเอ็นได้ โดยที่ทุกคนเห็นเราออนไลน์ แต่เค้าไม่สามารถทักเรา ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถคุยกับเพื่อนได้ คอมเราจะขึ้น error ตลอดเวลา ตอนนั้นก็คงคิดว่าเอ็มคงมีปัญหามั้ง ก็ไม่คิดไร พยายามดาวน์โหลดเวอร์ชั่นใหม่มาใช้ ปรากฏว่ามันขึ้น error ตลอดเวลาเหมือนเดิม ก็ยังไม่คิดว่าคอมตัวเองติดไวรัสนะ วันนั้นด้วยความว่าไม่มีไรทำก็เลยนั่ง write รูปลงแผ่นซีดี จนกระทั่งวันนี้ เช้ามาก็พยายามเข้าเอ็มเหมือนเดิม ปัญหาเดิมก็ยังคงปรากฏคือ เข้าได้ แต่ทักเพื่อนไม่ได้ เข้าเวบไซด์อื่นก็โหลดช้ามากจนกระทั่งขึ้น error ตลอดเวลาเหมือนเดิม แต่ใจเราก็ยังคงคิดว่าคนใช้อินเตอร์เนตเยอะมั้งทำให้การทำงานช้า จนกระทั่งได้คุยกับพี่คนหนึ่งเค้าบอกว่าสงสัยคอมเราจะติดไวรัสแล้วล่ะ นั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดอาการ paranoid เพราะยังมีรูปส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ write แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับไฟล์ ดิสเซอร์เทชั่น ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่ก็แอบวางใจอยู่เล็กๆเนื่องจากมีไฟล์เก็บอยู่ใน sent file ของ gmail เนื่องจากเพิ่งส่งดราฟท์แรกไปให้ซุป แล้วเมื่อได้ feedback กลับมาแล้วก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรกับชีวิตต่อ ตอนเย็นก็เลยไปหาพี่เอก ตอนแรกพี่เอกก็คิดว่าเพราะเราลงไฟล์เยอะเกินไปในไดร์ฟซีจึงทำให้เครื่องทำงานช้ามาก แต่หลังจากเช็คไปเช็คมา พี่เอกก็บอกว่าสงสัยเครื่องเราติดไวรัสชัวร์ ร้อยเปอร์เซนต์ เราก็พยายามหาวิธีการย้ายไฟล์รูปที่เหลืออยู่ออกมาให้ได้ ตอนแรกจะไรท์ลงแผ่น ปรากฏว่าโปรแกรม Nero ไม่ทำงาน ใช้ drag มาก็ไม่ได้ เพราะเครื่องไม่เห็นไดร์ฟ (อาการของเครื่องเมื่อวานนี้ก่อนปิดเครื่องยังไม่หนักเท่าวันนี้นะ) สุดท้าย usb drive ช่วยชีวิตสามารถย้ายรูปที่เหลือได้ ซึ่งก็ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ไวรัสไม่ได้เล่นงานรูปถ่ายเรานะ แต่คุณไวรัสเนี่ยได้ทำลายโปรแกรมเราเกือบทั้งหมดไม่ว่าจะออฟฟิศ เอ็มเอสเอ็น nero ฯลฯ ซึ่งไม่ได้เช็ค เพราะ format เครื่องไปก่อน
แล้วด้วยคำว่าบุญคุ้มหัว โชคดีอีกอย่างที่ได้ส่งไฟล์ดิสเซอร์เทชั่นเข้าไปไว้ในอีเมล์วไว้ก่อนแล้วไม่งั้น จะซวยหลายเด้ง สุดท้ายนี้ขอบคุณพี่เอกที่ช่วยลงโปรแกรมใหม่ให้ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่านี้ ขอบคุณกำลังใจจากพี่พั้นช์ที่บอกว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขได้
แล้วด้วยผลบุญจากการลงโปรแกรมใหม่ทำให้ตอนนี้ usb drive เราไม่ต้องถามทุกครั้งว่าคุณต้องการ install โปรแกรมก่อนหรือไม่ ซึ่งแต่ก่อนเสียบกระทั่ง mouse มันยังจะให้เราลงโปรแกรมเลย แล้วทุกครั้งที่เสียบ thumb drive มันก็จะหา port ไม่เจอทุกทีล่ะนะเว้นแต่ thumb ที่เคยลงโปรแกรมไว้กับเครื่องเมื่อสมัยนานมาแล้ว 8月22日 Trip to Brightonทัวร์เยี่ยมญาติ เอ๊ยไม่ใช่ทัวร์เยี่ยมเพื่อนคราวนี้จัดไปที่ไบรตันจ้า เมืองชายทะเลที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษห่างจากลอนดอนราวหนึ่งชั่วโมง เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีเกย์เยอะมาก ขนาดว่าในเวบแนะนำท่องเที่ยวยังมีกล่าวถึง แรงจูงใจในการไปครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากตั้งแต่มาอยู่อังกฤษยังไม่เคยไปเที่ยวไหนกับอริยาเพื่อนเก่าสมัยประถม ไม่สิอนุบาลเลยซักครั้ง ก็เลยนัดกันไปที่ไบรตัน โดยเราเดินทางจากเบอร์มิงแฮมไปไบรตันใช้เวลา สามชั่วโมงกว่า ส่วนอริยาใช้เวลาเดินทางประมาณ หนึ่งชั่วโมง
ไบรตันเมืองริมทะเลมีทะเลที่สวยพอตัว แต่เป็นทะเลที่ไร้หาดทรายเหมือนทะเลอังกฤษโดยทั่วไป เมื่อไปถึงที่ไบรตันขณะนั้นก็บ่ายโมงเศษแล้ว เราไปถึงก่อนอริยาประมาณห้านาทีได้ ก็เลยออกตรงไปหาของกินก่อน เพื่อนๆพี่ๆที่เคยไปไบรตันมาแนะนำร้านอาหารให้กินกันมากมายแต่เราก็เลือกได้เพียงร้านเดียวนั่นคือร้านริมทะเลใกล้ Pier ขายอาหารจำพวกซีฟู้ดทั้งหลายแหล่ ไหนๆก็มาอยู่อังกฤษตั้งนานใกล้กลับแล้วเรายังไม่เคยได้กิน lobster ซักครั้งก็เลยสั่งมากินซะเลย อ่ะมีรูปให้ดูยั่วน้ำลายด้านล่างด้วยนะจ๊ะ ในจานก็จะมีลอบสเตอร์ครึ่งตัว เนื้อปูหนึ่งก้าม และสลัดผัก จานนี้ราคา 15.xx ปอนด์ ก็เรียกว่าราคาสมน้ำสมเนื้ออยู่
อาหารจานค่อนข้างใหญ่สำหรับเรา ก็ทำเราอิ่มแปล้จนถึงมื้อเย็นได้ล่ะ ทานอาหารเสร็จก็ไปเดินเล่นที่ริมหาด และ Pier (ท่าเทียบเรือ) บนนี้ก็มีเครื่องเล่นเต็มไปหมดราวกับสวนสนุกก็ไม่ปาน แต่ถ้าให้เทียบกับ Llandudno ที่เวล์สแล้วล่ะก็ ที่นี่ยังเทียบไม่ติด ที่เวล์สสวยกว่าหลายเท่า อาจเป็นเพราะว่าเราชอบความสงบด้วยก็ได้ล่ะมั้ง ทำให้ประทับใจที่ Llandudno สุดฤทธิ์ หลังจากนั้นก็ไปเดินชม พาวิลเลี่ยน ที่ด้านนอกออกแนวอาหรับ แต่ขอโทษเหอะเสียเงินเข้าไปดูการตกแต่งภายในที่เป็นจีนสุดฤทธิ์ เห็นล่ะกลุ้ม เสียเงินเกือบหกปอนด์เพื่อดูการตกแต่งแบบจีน แต่ดีหน่อยว่ามันอลังการงานสร้างน่าดู
สรุปไบรตันเป็นเมืองที่น่าไปอยู่พอตัวแต่เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรจริงๆ เดินแค่ครึ่งวันก็หมดแล้ว เป็นเมืองที่ไม่สงบมาก ลักษณะบ้านเรือนสร้างแล้วดูรกๆไปหน่อย ทะเลค่อนข้างสวยทีเดียวถ้ามีแดดมากกว่านี้ แล้วคุณจะเอนจอยไบรตันมากขึ้นถ้าวันนั้นฝนไม่ตก และไปเที่ยวกันเป็นฝูงใหญ่
Tattoo and 2nd time in Edinburghเก็บตกจากงานแทตทูจ้า
มีเรื่องขำอยู่ว่าแต่ละคนที่ไปสกอตคราวนี้ต่างคนต่างบุ๊คตั๋วรถไฟกันเอง จึงได้ไปกันคนละรอบ โดยรอบแรกมีแฟลตเมตเราเอง และผองเพื่อนไต้หวัน จีน ส่วนรอบสองจะมีนิต้า แล้วก็เพื่อนไต้หวันอีกสองคน เรื่องของเรื่องก็คือตามตารางรถไฟแล้ว รอบเราจะออกหลังจากรอบแรกชั่วโมงนึง แต่ไปถึงเอดินเบอร์กช้ากว่าเจ็ดนาที แต่เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นว่ารถไฟรอบแรกดีเลย์ไปอีกหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นรถไฟรอบแรกใช้เวลาเดินทางไปเอดินเบอร์กมากกว่าเราถึงสองชั่วโมงเชียว
เรื่องที่สองอันนี้ไม่ขำ รถไฟขากลับดีเลย์ไปสิบห้านาที แต่ถึงจุดหมายปลายทางได้ตรงเวลาเป๊ะ แต่เราต้องต่อรถไฟกลับที่พักงัย ดังนั้นจะไม่มีเวลาซื้อตั๋วรถไฟใหม่ กะว่าถ้าเจอนายตรวจตั๋วก็จะซื้อเอาตรงนั้นเลยแล้วอ้างว่าไม่มีเวลาซื้อตั๋ว แต่ถ้าไม่มีนายตรวจก็เท่ากับว่าขึ้นรถไฟฟรี อ่ะนะ สรุปก็คือได้ขึ้นรถไฟฟรีจ้า
มากล่าวถึงงานแทตทูกันดีก่า แทตทูก็คือ การแสดงของทหารสกอตมาเป่าปี่สกอตให้ฟัง คล้ายๆพาเหรดยังงัยยังงั้น ปีนี้ก็มีหลายประเทศที่มาร่วมแสดงอาทิเช่น รัสเซีย ไต้หวัน ตรินิแดด แอนด์โตเบโก้ เยอรมัน เป็นต้น ก็การแสดงใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงได้
วันรุ่งขึ้นเราคนไทยสามคนก็ออกท่องเอดินเบอร์กโดยมีหนูโน้ตเป็นไกด์กิติมาศักดิ์ วันนี้อากาศบ่เป็นใจให้เที่ยวเท่าไหร่นัก เพราะฝนตกทั้งวันเลย ที่แรกที่ออกเดินทางไปก็ Ocean terminal ตอนแรกกะว่าจะไปเยี่ยมชมเรือรบที่จอดอยู่ซะหน่อย แต่กลายเป็นว่าคนเยอะมั่กมาก บวกกับค่าตั๋วแพงและพิจารณาแล้วว่าไม่มีอะไรก็เลยถ่ายรูปข้างนอกอย่างเดียว แล้วก็ช็อปปิ้งกัน นิต้าก็ได้เสื้อโค้ตมาใหม่หนึ่งตัว จากนั้นก็กลับไปพิพิธภัณฑ์ที่แสดงภาพวาด แล้วไป National museum of Scotland ดูเจ้าดอลลี่แกะโคลนนิ่ง ก่อนไปกินข้าวก็ช็อปปิ้งกันที่ไฮสตรีท
วันนี้ชาร์ลีนแอบเบี้ยวพวกเราสามคนด้วย เพราะเธอต้องการทำดิสเซอร์เทชั่น แต่เป็นว่าเจอคลาสเมตมาชวนไปเที่ยว เธอก็ออกไปโดยไร้ซึ่งแมสเสจมาบอกว่าเธอไม่ต้องการมาร่วมทานข้าวกับพวกเราสามสาวไทยแล้ว (แอบเคืองติ๊ดส์นึงนะเนี่ย)
วันสุดท้ายของเอดินเบอร์ก วันนี้ก็เดินกันไปถ่ายรูปที่ปราสาทเอดินเบอร์ก และชมเมืองเอดินเบอร์ก ไร้ซึ่งการเยี่ยมชมสถานที่ใดๆทั้งสิ้น แล้วก็ต่อด้วยการช็อปปิ้งกันบนไฮสตรีทอีกเหมือนเดิม
สรุปไปเอดินเบอร์กรอบนี้ไม่ประทับใจเท่ารอบแรก ไม่ได้เที่ยวที่ไหนเพิ่มเลย แต่อาหารมื้อที่โน้ตพาไปกินร้านนั้นอร่อยมากขอแนะนำ มันอยู่ในตึกที่หน้าตาเหมือนโบสถ์อยู่ทางขึ้นปราสาทเอดินเบอร์ก 8月17日 On a short breakเพิ่งจะส่ง ดราฟท์แรกไป ก็เลยมีเวลาพักผ่อนหายใจซักนิดส์นึง วันนี้ก็ไม่สิเมื่อวานวันพฤหัสได้ไปดู Cats the musical ที่ Hippodrome บัตรราคา 16.50 ปอนด์ นี่เป็นราคาสำหรับตั๋วนักเรียนนะเนี่ยก็ทำเอาเลือดซิบไปหน่อยนึง ก่อนเข้าไปดูก็ไปหม่ำอาหารกันก่อนที่ The Village กินกัน 6 คน มี พลอย พี่นุ่ม พี่พั้นช์ พี่โบว์ แล้วก็ติ๊บ สั่งอาหารไป ห้าอย่างมี ผัดผักบุ้ง (ใส่กะปิด้วย) ปลาและเต้าหู้เป็นหม้อร้อน หมูผัดตะไคร้ที่รสชาติเป็นต้มยำ หมูแดงและเป็ดย่าง สุดท้ายก็ปลาหมึกทอดผัดพริกเกลือ ก็อิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็เดินไปดูละครเพลง มันเป็นโชว์ที่อลังการพอควร นักแสดงจะทั้งร้อง ทั้งเต้น เท่าที่เข้าใจเพลง memory น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากละครเพลงนี้นี่เอง ในช่วงแรกๆ ด้วยความที่ว่ากินอิ่ม ตาก็เลยหนัก เกือบหลับไปแน่ะ จนกระทั่งมีฉากที่แมวสองตัวตีลังกาไป สี่ตลบติดต่อกันก็เลยตื่น มีช่วงเบรคนึงของละครเป็นฉากโจรสลัด นักแสดงแต่งตัวยังกะรำไทย เนื่องจากมี helmet ที่เหมือนชฎาด้วย แล้วก็มีฉากฟันดาบสองมือ ซึ่งแอบเห็นว่าเหมือนนักแสดงรำไทยอ่ะ นอกจากนี้ท่าเต้นก็เหมือนหนุมานอย่างไม่มีผิด โดยรวมของละครเรื่องนี้นะ เราแอบดูไม่เข้าใจหลายจุดอยู่แต่ประทับใจเรื่องการเต้นรำเนี่ยแหละ professional มากๆ
แผนเที่ยวต่อไปก็คือวันศุกร์ออกเดินทางไปสกอตแลนด์ไปงาน Tattoo และเยี่ยมเยียนนู๋โน้ต ไว้เป็นงัยจะกลับมาเล่านะ ส่วนวันอังคารก็มีแผนไปเที่ยวไบรตัน เพื่อเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนประถม "อริยา" นั่นเอง 6月28日 North Walesมหาลัยจัดทริปไป North Wales โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 19 ปอนด์ (ค่าเดินทาง บวกค่าเข้าชมในบางสถานที่) ก็ไปสิคะ ถูกแบบนี้หาได้ที่ไหน ก็เลยชวนหนูโอ๊ดไปเที่ยวด้วยกันด้วย เป็นครั้งที่ 2 นะตั้งแต่มาอยู่อังกฤษที่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน ครั้งแรกตอนไปเคมบริดจ์ หนูโอ๊ดเลยต้องอพยพมานอนที่บ้านเราหลังจากไปทำบุญกันที่วัดสังฆทาน และงานวันเกิดน้องโพธิ์ เด็กวัดลูกครึ่งอิตาเลียนที่มาเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษที่เบอร์มิงแฮม แต่อาศัยหลับนอนอยู่ ณ ที่วัด การเดินทางเริ่มในวันที่ 24 มิถุนายน ล้อเคลื่อน 8 โมง แต่ 7.50 น. ยังอยู่กันที่หอเลย หนูโอ๊ดแต่งตัวช้ามั่กมากส์ แต่ท้ายสุดเราก็จับรถโค้ชกันทันนะ วันนี้ฟ้าไม่เป็นใจให้พวกเรามาเที่ยวกันเท่าไหร่นัก ฝนตกทั้งวันเลย แต่เวลานั่งอยู่ในรถโค้ชดันไม่ตกนะ ฮึ่ม เราก็เลยโทษว่าเป็นความผิดของเด็กญี่ปุ่น คือ โยชิ กะ อากิ ว่าไม่ยอมทำ Teru Teru bozu หรือตุ๊กตาไล่ฝนน่ะเอง ประมาณ 11 โมงเศษ เราก็ไปถึง Conwy castle กัน เด็กญี่ปุ่น 2 คน อากิ โยชิ เอ๊ยไม่ใช่ร้านอาหารบุฟเฟต์ญี่ปุ่นในเมืองไทยนะ (ลูกเจ้าของร้านนี้มาเรียนที่เบอร์มิงแฮมปีเดียวกะเราล่ะ) แอบกระซิบกันว่า เอ เราเสียเงินกันเพื่อมาดูหินโสโครกพวกนี้เหรอเนี่ย มันเป็น ปราสาทที่ปรักหักพังแล้วอ่ะ แต่เมื่อขึ้นไปบนปราสาทก็จะเห็นวิวทะเลกัน จากนั้นก็ไปเดินชมเมืองกันซักติ๊ดส์นึง เพราะเวลาไม่ทัน ก็ได้ไปถ่ายรูปกับบ้านที่เล็กที่สุดในอังกฤษ บ่ายโมงก็เคลื่อนย้ายต่อกันไปที่ Penrhyn castle ในความเห็นเรา มันเป็นปราสาทที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษเลยล่ะ พอๆกะที่ Windsor castle แต่น่าเสียดายเค้าไม่ยอมให้ถ่ายรูปความอลังการข้างในของปราสาท แต่จะแอบเล่าให้ฟังนิดส์นึงว่าตามบันไดที่จับ ผนัง ล้วนแกะสลักทั้งสิ้น จากนั้นตอนเย็นเข้าก็ให้เราไปเดินเล่นชายทะเลที่ Llandudno ไปดู Pier ก็เป็นชายทะเลที่สวยดี เดินแล้วมีความสุข ฝนก็หยุดตก (อากาศเป็นใจครั้งแรกให้เดินเที่ยวเลยนะเนี่ย) สไลด์ที่ขึ้นให้เนี่ยเป็นความพยายามของเรากะโอ๊ดที่จะถ่ายรูปตอนกระโดด เราก็เลยทำให้ดูเป็นภาพต่อเนื่อง ส่วนภาพทั้งหมดในเวล์สไว้จะลงให้อีกทีนะก๊ะ
ผู้ร่วมเดินทางทริปนี้ Nita, Oat, Vivi, Jiab, Aki, Yoshi, Rania, Sharlene, Nuch, Noon and others
6月19日 ทำงาน หาตังค์ไปทำไมหว่าตั้งชื่อเรื่องไว้แบบนี้แล้ว ใครหลายคนคงถามว่าเราไม่อยากได้ตังค์เหรอ จริงๆแล้วเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเราไปสมัครงานที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในเบอร์มิงแฮม จุดประสงค์ในการทำงานครั้งนี้ไม่ได้เพื่อเงิน แต่เพื่อเป็นการ.....(เอาไว้บอกหลังไมค์นะ) แต่คิดว่าหลายคนคงรู้ ที่ตั้งหัวข้อนี้ก็เพราะ เราทำงานหาตังค์ได้ใช่มั๊ย แต่เราไม่มีเวลาไปใช้เงินดิ อ้าวงงอ่ะเด่ะว่าไหงเป็นงั้น เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าตอนแรกวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศใช่มั๊ย แล้วเราก็จะเก็บตังค์นี้สำหรับเที่ยวงัย แต่ตอนนี้แผนล้ม เนื่องมาจากหลายสาเหตุ ก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาตังค์ไปทำไรดี (ไม่ต้องมาขอเรานะ) บวกกับว่ากะลังปั่น ดิสเซอร์เทชั่น ด้วยทำให้บ่มีเวลาออกไปใช้ตังค์ แต่ท้ายสุดแล้วนะ หลังจากนั่งคิดไปคิดมาสงสัยเงินที่ได้มาเนี่ยคงหมดไปกับการออกเดินทางเก็บข้อมูลทำ ดิสเซอร์ เนี่ยแหละ อ้าวไอ้ที่จะบอกหลังไมค์เลยเฉลยอยู่ตรงนี้ซะงั้น รู้แล้วก็อย่าหลุดปากไปล่ะ เก็บเงียบไว้นะ
แอบเล่าเรื่องที่ไปทำงานมาให้ฟังนิดส์นึง เราไปสมัครงานพร้อมกับคนไทยอีก 3 คน ไม่รวมเรา มี เบลล์ ตอง และพี่วี เจ้าของร้านให้เรา trial กันคนละวัน เริ่มด้วยเราวันจันทร์แล้วไล่ไปเรื่อยๆตามวัน พี่วีได้ทำสองวันซ้อน คือ พฤหัส และศุกร์ ส่วนเบลล์กับตองก็ได้ทำรอบสองไปแล้ว ขาดแต่เราคนเดียวที่ทำไปครั้งเดียวแล้วที่ร้านก็ไม่ได้เรียกอีกเลย ก็งงล่ะครับทั่น หรือเค้าไม่เอาเราหว่า (อย่านะ ไม่งั้น จะซวย 2 เด้ง) ทำไปทำมาวันจันทร์ 2 ทุ่ม พี่วีก็โทรมาบอกว่า ผู้จัดการร้านโทรมาบอกว่าเรามีกะทำวันนี้ แต่เค้าติดต่อเราไม่ได้ (เค้าพูดว่างั้น) ด้วยความสัตย์จริงตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้วที่เราทำงานมาบ่มี โทรศัพท์มาติดต่อเราไปทำงานเลยนะ เราโทรกลับไปที่ร้านขณะนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่มกะเศษอีกนิด เค้าบอกว่าตามใจเราว่าวันนี้จะเข้าไปทำหรือไม่แต่ถ้าเข้าไปทำต้องไปให้ถึงร้านตอน 2 ทุ่มครึ่ง เอาล่ะสิ อืมนะ ไปก็ไป ก็จัดการแต่งตัวภายใน 3 นาทีแล้ววิ่งไปสถานีรถไฟ ถึงที่นั่น 2 ทุ่ม 10 นาที เช็คแล้วรถไฟมา 2 ทุ่ม 12 นาที ก็นั่งขบวนนั้นไปถึง Five ways ประมาณ 2 ทุ่ม 20 นาที ดังนั้นเรามีเวลาเดินไปที่ร้านทั้งหมด 10 นาทีกับระยะทางประมาณ หัวลำโพงถึง สามย่าน ประมาณนั้น ก็ทั้งวิ่งทั้งเดินเร็ว ใช้พลังงานทั้งหมดทีมี สรุปก็คือ ทำได้ค่ะ ถึงร้านพอดีเด๊ะ 2 ทุ่มครึ่ง ก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เริ่มงานครั้งที่สอง ผู้จัดการบอกให้ตามติดพี่คนไทยคนนึงที่สอนงานเราเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่เมื่อวานไม่ได้ตามอ่ะ ก็เลยเริ่มงานในส่วนของเราเอง วันนี้มีเรื่องเซอร์ไพร์สก็คือ เจ้าของร้านบอกว่าเรามีบัญชีเราแล้วนะ ซึ่งโดยปกติคนอื่นจะได้ช้ากว่านี้มาก เราทำครั้งที่สองก็ได้แล้ว อืมเร็วโคตร แล้วเค้าก็ถามว่าวันเสาร์เราว่างมั๊ยจะให้เข้าไปทำ เราก็ตกปากรับคำไปแล้ว ก่อนที่จะไปดูตารางทำงาน เข้าไปดูแล้วช็อคพ่ะย่ะค่ะ เรามีกะให้ทำอีกทีวันพุธ (เต็มกะ) วันพฤหัส (4 ชั่วโมง) อึ้ง รู้งี้บอกว่าวันเสาร์ไม่ว่างดีก่า ทำงานเยอะไปจนจะไม่มีเวลาทำดิสเซอร์ แถมวันอาทิตย์จะไปนอร์ธเวล์สกับเพื่อนอีก เมื่อวานนี้ในร้านคนไม่เยอะเท่าใดนัก ผู้จัดการก็เลยให้เรากลับตอน ห้าทุ่ม แล้วก็กำชับว่างวดหน้ากรุณาเช็คตารางเวรด้วยนะจ๊ะ ชั้นไม่สะดวกที่จะโทรศัพท์แจ้งเธอทุกครั้งนะ เราก็ตอบรับ เจ้าค่ะ (ก็ตอนแรกคุณเจ้าของร้านบอกจะโทรบอกเรานิ เราก็เลยไม่กระเสือกกระสนไปเช็ค ประกอบกับเบลล์บอกว่าเรามีกะวันพฤหัส อีชั้นก็วางใจน่ะสิ) ขากลับไปสถานีรถไฟ เราก็หลงทางตามเคย เนื่องจากมันเป็นวงเวียน แล้วเราจำไม่ได้ว่าเราต้องขึ้นช่องไหน ก็ขึ้นไปช่องนึงก่อน ก็รู้สึกเอ๊แถวนี้ไม่คุ้นแฮะ ก็วิ่งไปช่องอื่นอีก ก็ไม่คุ้นอีก เผอิญเจอฝรั่งคนนึงเดินมา เราก็เลยถาม เอ่อเราจะไปสถานีรถไฟน่ะ เราต้องไปทางไหนเหรอ เค้าก็อืม เค้าคิดว่าทางนั้นนะ แต่ไม่แน่ใจ เค้าเพิ่งมาอยู่ได้ 6 เดือนเท่านั้น เราก็อืมทำงัยดี รถไฟจะหมด ตอน ห้าทุ่ม ครึ่งประมาณนั้น แต่ตอนนั้นก็ห้าทุ่ม 20 เข้าไปแล้ว เค้าก็บอกว่าตามเค้าไปเดี๋ยวเค้าจะถามให้ ก็เข้าไปในโรงแรมแมริออท พนักงานเคาน์เตอร์ก็ออกมาชี้ให้ เราก็รีบขอบคุณทั้งสองคน แล้วก็ออกวิ่งไปที่สถานี ณ บัดนั้น ถึงที่สถานีประมาณ 5 ทุ่ม 25 นาที ก็ดู อืมรถไฟยังไม่มา จะมาตอน 5 ทุ่ม 38 นาที เราก็อืม รู้งี้ไม่น่าวิ่งมาเลยอ่ะ ก็ถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับบอกตัวเองว่าทำดิสเซอร์พรุ่งนี้นะ เหนื่อยง่วงนอน 6月7日 Examination finishedFinally, examination finished so I have a short break maybe 1 day to go to Liverpool for traveling before I start writing dissertation. Of course, you can say that I have a plenty of time to do but from my experience I should do it as soon as possible. Otherwise, my work will be a junk like last time I did. Even though my supervisor seems to be generous, I do not need to be unreliable person anymore. However, I have only one task to responsible that is disseration so it's time to enjoy UK life for me. Good food, traveling and so on. 4月20日 Family tripFirst day
Many friends doubted me why last week I didn't onlined. This is because my family visited me at Birmingham for a week. You know? I really felt happy to meet them again. More than 10 months I've never seen them, only voice I've heard so I really felt excited. I counted down time every second when I would meet them.
On that day, I started my life with cleaning the bedroom after I didn't do it for a long time, might be 1 month. Why la?
When alarm clock woke me up at 11.30, it was time to go out. Unfortunately, this is Easter Monday so there are fews train service, 2 trains in 1 hour. Normally, you spend approximately 25 minutes to go to Birmingham International airport. However, I spent nearly 1 hour to go there. Phew! I reached at the airport at 1.00 pm. Owing to itinerary, the flight will arrive at the airport at 12.35 am but it unfortunately delayed by 40 minutes so I had to wait and wait and wait.
After the airplane wheels touched the UK land, I had to wait them passed the customs about 1 hour. I just knew today that waiting is something quite boring and take so long time especially when you want to meet someone. I met my family around 2.30 pm. This is the second time for my family that we all together traveled in aboard. The first time is when we went to Singapore, at that time I was only 7 years. For one thing, this time my little lovely cousin, Ploy, also accompanied too. Generally, we leave 1 member at home or perhaps he has his own business. We caught a big black cab to go to IBIS hotel city center which located in China town on Ladywalk road. It took 20 minutes to go there. After we arranged stuffs to our room, we all went to Jarratt hall, my accomodation and the university.
Daddy said my room is quite OK for staying alone. Mummy said how untidy and dim your room is! Well! I just managed my room before I picked up them na. Oh god! If my mum saw the room before I managed what she is going to say. Then, we walked along Dale road to my university. Luckily, the weather is nice even though it had a bit windy but it was warm. Now, here is a spring season so there are many kinds of flower bloom. After finishing visit my accommodation and school, we went back to city center to have a dinner at Cafe Soya. This restaurant mix Vietnamese and Chinese food together. All agreed that this meal was so so.
Second day
We caught a train to York. We met Dao 's family go to York by unintentionally. She is Thai student who also studies in International Business programe as same as me. It took 2 and a half hour to York. When we reached there, we went to York Minster at the first place. I bought ticket do all things in York Minster so we had to see musuem, chapel and climb up to the tower. I don't know before that the stair to the top of tower is steep. Total 275 stairs to climb up. Mum tried hard to climb up to the top but finally she could do it well. When we went down from the tower, my brother , Jing-jo said please do not let us climbing up to the mountain again for today trip. Then, we had lunch in modern pub. Food was really good after we had heavy exercise in the morning.
Next, we walked around city center before moved to Jorwick. Unfortunately, there were a lot of people on the queue so we do gave it up and chaged plan to go to York castle musuem. We took photos with Clifford's tower and then visited the musuem. The musuem shows about the development of technology, society, culture from the past to present for example, the development of loo, moving slaves from Africa to the UK. In the musuem, it has very special clock (I forget a specific word to call it) which figures in that clock move. (I couldn't remember what specific time but I'm sure for 4 pm) Then, we had tea time @ Betty's tea room and walked around the city before had cdinner in Indian restaurant. There was exciting situation when we waited train in the station. There was another train stop at the platform we waited while announcement about platform also changed into empty. Anyway, the waited train finally moved out whilst the train to Birmingham was coming.
Third day
We went to Oxford, the university city. We took photos with bridge of sign, Redcliff square and then, visited Alice's shop. Next, we visited Chirstchurch college, a dining room scene in Harry Potter film. Unfortunately, the dining room is on repairing so we could see the room from the outside. Ploy was disappointed about this scenery. She expected the room size is vast and adorned but in reality, it looks small and old. I explained to her now you will know computer effect makes thing different. We had Italian food for lunch before caught a bus to go to Bicester North village (outlet) Here, mum bought me a nice Kipling handbag because dad doesn't like the handbag I used due to no zip. Today, we had dinner at Mongolian restaurant. It's very very delicious chinese meal but it's totally quite expensive even though price per portion is cheap, the quantity is little.
Forth day
It was time to go to London, the city Ploy really wants to stay much longer. We arrived at Euston station and took a tube to Bayswater in order to keep luggage. Then, it's time to have lunch. We had lunch at Four season restaurant, which specialises in roasted duck, up to Jo's request. Here, our family met Jo's friend, Pueng who is studying in Leeds now. After finished lunch, we including Pueng and her grandmum took a cruise along Thames river to look around the riverside such as London Eye, Big Ben and House of Parliament, Tower Bridge, London Tower.
4月4日 Caerdydd, CymruThis is my first trip after finished studying semeter 2. I went to Caerdydd in Cymru (Cardiff in Wales) Formally, Wales is one of the dependent countries. It has its own language called Cymraeg. Our members consisted of Punch Nuch Vivi Eddie N'Nune and Japanese friend Ojisung Yoshi.
We caught the train from New Street station at 8.30 and arrived at Caerdydd station at 10.25. First, we went to Millenium stadium to take photoes and then went to Castell Caerdydd. The castle was built by someone who was the richest guys in Europe in that period and also can speak 23 languages fluently (Oh man) We could look around Caerdydd city on the top of fortress. I saw that there is a park beside castle. Now,it is Spring season so the flower is blooming.
You know I think that tree looks like Sakura. Unfortunately, we don't have enough time to go inside that park. Next, we had lunch in a locally small restaurant. I had very welsh dish. It's like meat ball with gravy sauce. Even it's a bit salty, it tasted good. Food in Caerdydd is quite cheap when compare with Birmingham. Pay only 4 - 5 pounds per meal (only in city centre).
The famous souvenir here is love spoon. You should buy the spoon and give it to your lover. Each patterns have different meaning. Anyway, price of the spoon depends on difficulty of the pattern. It the spoon has much more details, it will be very expensive.
Then, I took a bus go to Mermaid Quay. Here, it is a recreation place. I think it looks like Pataya but actually, it 's a dock. At first, I had to excuse my friends that I misunderstood that St. Fagan museum of Welsh life is here. So, we didn't do anything much in here. Just took photoes and visited photoes exhibition because rain was falling.
At begining we planned to had lunch here but we spent too much time on taking photoes so we postponed lunch at Mermaid Quay to dinner at here. Yes. We had lunch at Mediteranian restaurant. I think it's a fine-dining restaurant. Food tasted very good but price is also expensive. I ordered pasta with tomato sundried cost 9.xx pounds. With this price in Thailand you can have imported steak.
Total for this trip, it's quite fun and impressive. At least, traveling is better than sticking in the flat. Do you agree with me? 3月15日 คิดถึงวันเก่าๆในเมื่อนั่งทำงานตั้งนานแล้ว ทำไรไม่ได้ ก็มานั่งเขียนสเปซแทนละกัน วันนี้น้องพี่เอก หลงผิดเดินทางมาถึงเบอร์มิงแฮม แล้วก็สลบอยู่ในห้องไปแล้ว เป็นธุระเดือดร้อนให้กับพี่นุชต้องไปดูทุกชั่วโมงครึ่งว่าน้องพี่เอกจะตื่นยังแล้วจะหิวมั๊ย เป็นธุระให้พี่วีไปนั่งเคาะกระจกเพื่อจะดูหน้าดูตาของน้องนุ่น แต่จริงๆแล้วกะไปแกล้งมากกว่า (แกล้งหลอกว่าเป็นผี) เป็นธุระให้นิต้า ที่เปิดห้องให้พี่นุชนั่งรอดูว่าน้องพี่เอกจะตื่นหรือป่าว และเป็นธุระให้นิต้าหาหนทางแกล้งต้อนรับน้องใหม่ 555
เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้นั่งทำงานไปก็นึกย้อนกลับไปเมื่อสมัยเราเป็นเด็กมัธยมปลาย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขกับอดีตที่ผ่านมาจริงๆ ได้ใช้ชีวิตสนุกกับเพื่อนๆ ไปวันๆ โดดเรียนไปบ้านจอย แต่อ.ก็ยังมองว่าเราเป็นเด็กดีไม่เคยโดดเรียน (เพิ่งสารภาพความผิดครั้งแรกนะเนี่ย) แต่คุณหนูโอ๊ดกลับโดนอ.มองในทางกลับกัน เพราะโดดไปกะเจ๊ผึ้ง
นึกถึงค่ายเลข ที่ไปเป็นพี่เลี้ยงจอมโหดให้กับน้องๆตั้งสองปี แถมฟลุคสุดๆด้วยที่ตอนม.6 บี จอย นิต้า ซึ่งอยู่ในบ้านเดียวกันได้ของขวัญจากอ.โดยการจับฉลากทั้งสามคน (ฟลุคซะยิ่งกว่าฟลุค เค้าว่าบ้านเรานั้นเล่นไสยศาสตร์) แต่ป่าวนะ
นึกถึงตอน อ.วารีให้เพื่อนๆแต่งสักวา แล้วกลุ่มไมโลแต่งสักวาชมป่าช้า ส่วนกลุ่มเอิร์ธ ขวัญ และศรายุทธ แต่งสักวาชมเอ็มเคสุกี้ (โดดเรียนไปกิน) นึกถึงตอนอ.เชิดสอน แล้วไมโลจ้องจับผิด อ.ตลอดเวลา
นึกถึงครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆเป็นกลุ่มที่พัทยา ที่แม้นว่ามีอุปสรรคมากมาย ทั้งรถโปทีเจของป๋าเนยโดยชน ทั้งเกือบจะไม่มีที่พัก ทั้งเลือกร้านอาหารอยู่เป็นนานสองนาน แล้วลงเอยด้วย Siszler ซึ่งแพงกว่าซีฟู้ดที่เกี่ยงว่าแพงไม่ยอมเข้าไปกินอีก อ้ออีกอย่างทริปแรกของพวกเราเกือบล่มเพราะโรคซาร์สด้วยซะแล้ว
ยิ่งนึกก็ยิ่งมีความสุข แต่ก็รู้อยู่ว่าควรจะอยู่กับปัจจุบัน แล้วมองไปที่อนาคต มากกว่าที่จะจมปรักอยู่กับอดีต แต่ทำงัยได้ มันเป็นอดีตที่มีความสุขที่ลืมไม่ลงจริงๆ
ใครนึกอะไรออกอีกก็มาเขียนเติมๆให้หน่อยนะ มาแชร์ความสุขในอดีตกัน 2月21日 ขอกำลังใจรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินกับงานมากมายก่ายกองที่ทำไม่รู้จักจบจักสิ้น กับหนังสืออีกตั้งเบ้อเริ่ม วันนี้เพิ่งเคลียร์งานรายงานพรีเซนต์ของวิชา International operations and procurement ไปได้วิชานึง (เป็นการพรีเซนต์ที่น่าผิดหวังมาก แต่ถ้าเทียบกับเวลา ที่ใช้ไปก็ตามเนื้อผ้าน่ะแหละ ก็อย่างว่าเจอแขกกับเจองูให้ตีงูก่อน สุภาษิตนี้ยังเป็นจริงเสมอ ก็แขกทำพิษอีกแล้วน่ะสิ แถมยังมียัยมักกะโรนีใช้แต่ปากอีกต่ะหาก) เรื่องก็มีอยู่ว่า อาจเป็นความผิดเราก็ได้มั้งที่เราไม่ยอมไปทำงานในกลุ่มย่อยของภารตะ และมักกะโรนี ผลก็คือ ไม่มีใครเขียนรายงานในกลุ่มย่อยนี้อ่ะดิ (หลังจากได้อ่านการเขียนของภารตะในพรีเซนต์แล้ว ก็ชักเริ่มไม่แน่ใจด้วยว่าพวกภารตะนี้เก่งอังกฤษจริงหรือป่าวทำไมเราอ่านที่มันเขียนไม่เข้าใจหว่า แต่เราอ่าน textbook ก็เข้าใจนะ) อาทิตย์หน้านี้มีพรีเซนต์อีก 2 วิชา ทั้งสองวิชาก็มีภารตะอยู่ในกลุ่มด้วย กลุ่มนึงมีภารตะไป 3 คน เฮ้อ เซร็ง อีกกลุ่มมีภารตะอยู่ 1 คน แต่อย่างไรก็ดีเพื่อนในกลุ่มต่างขอข้อมูลกันวันศุกร์นี้ แล้วจะทำอย่างไรให้เสร็จล่ะ หลังจากนั้นทั้งสองวิชาก็ต้องนั่งเขียนรายงานกลุ่ม ซึ่งกินเวลาสุดๆ (โอมเพี้ยง ขออย่าให้เจอพวกกินแรงเยอร์อีกเลย ไม่ไหวแล้วนะ) ยิ่งคิดก็ยิ่งท้อแท้ เบื่อหน่ายกะการเรียนมากขึ้นๆ นี่ยังไม่รวมถึงรายงานเดี่ยวที่จะต้องส่งสิ้นเดือนหน้า 1 ตัว ก่อนสอบอีก 1 ตัว เรามาทำไรอยู่ที่นี่เนี่ย เรียนแล้วไม่มีความสุขเลย อยากจริงๆนะให้เราเรียนจบเร็วๆ ไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายนี้คนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนในสเปซเรา คนที่เป็นเพื่อนเรา ช่วยใส่คอมเม้นต์ให้กำลังใจเราให้สู้ต่อไปด้วย
เราต้องการได้ยินคำปลอบใจจากคุณ
ปล. แอบบ่น คน หรือมนุษย์ เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ 2月6日 Eating Tour in LondonDear all
I went to London yesterday, Feb 4th, aimed to pick up p'Bua from train station because she had gone back to Thailand. Another goal is I and p'Punch wanted to have meals in London. Therefore, our team consisted of p'Ake (tour leader), p'Punch and me. We catched a train at Snowhill station. This is the first time for me to visit there. It is quite close to New Street station. Just 10 minutes walk and cross the street. We bought very cheap tickets to London only 9.90 pounds. However, no train service from Birmingham to London directly. We had to take a coach to Bicester North and then took a train there to Maryborne station in London. Due to very cold weather, I felt to use toilet since I have lived in Snowhill station but I ignored to go because the coach nearly departed. After I sat on the coach for half an hour, I slept for an hour and then I woke because I wanted to use loo as soon. I could not endure urinating. I walked to toilet and then p'Ake said stopped Nita. I could not endure as well. Please let me used the toilet before you. I just felt tongue-tied and waited until Eddie finished. We reached at Bicester North at 1.30 pm. We waited for 20 minutes before train departed. Finally we arrived at Marybourne station at 2.25 pm. We directly went to Four season restaurant to have lunch. This restaurant is very popular among Thai people because it has delicious roasted duck with rice as M.R. Thanadsri had ever written in his article. We ordered half roasted duck, deep fried squid and rice and shared meal together. After tasting roasted duce, I felt a bit disappointed. It doesn't delicious as every people say or it might because I have high expectation. We paid for 23 pounds for lunch. I was full but still dissatisfied. Then, we walked around and admired neo-art pieces. After that we went to take photoes at Tower bridge, London bridge, London eye, Big Ben and House of parliament. While we lived at Big Ben, Eddie went to visit his relative so I and p'Punch traveled by ourselves and would meet Eddie again at Soho at 7.00 PM. Although Eddie was our tourleader, without him we got lost in tube. Moreover, p'Punch offered her idea to take photoes at Harrod store. We went there and found that one of doors closed but we thought it might be the door is broken. We took photoes for a while (10 minutes) and went to tube and found that we couldn't go down because all doors closed. What should we do? We gonna lost in London again. I and p'Punch had never gone this place before. We decided to turn left and walk by following native. We walked for approximately 20 minutes to get farer away tube in stead of nearer tube. Lastly, we took tube to Leicester square in order to go to Soho (China town). We had dinner at Misato, Japanese restaurant. We waited on queue maybe 30 minutes. I ordered grilled fish with miso sauce which cost 7.xx pounds. Taste is so so. Well, it's time we have to say goodbye to London and picked p'Bua at Marybourne station and backed to Birmingham. We arrived Birmingham at 12.00 pm. Weather is also cold. We were freezing while waiting for taxi coming.
This is my second time journey to London. This time I was happier than the first time. Next time I intend to have Korean food in London. However, I don't know when I have time to go there because now I have a lot of works to do. Wait me London!! 1月25日 Don't tag me againAlthough one of my friends, Note, tagged me, I have to write down something about me in my space.
Goal. I divide my goal into 3 stages that are short, middle and long goal. Short goal is I must graduate master degree in International Business in this year. Mid goal is I will run my own business. I expect to open a small shop in my home town and then expand to other countries, like Taiwan, Japan and so on. I already created brand for my future products or services, I think you guys know that is Salsa which is undercontrolled of Nitanoic Co.,Ltd. Long goal is I want to travel around the world with someone who love me or maybe I have to travel alone because I cannot find him.
Love. As you guys know, I love chicken. I miss them so much. It 's not a kidding story. Don't laugh at me, OK. This is an answer that many people often ask me and really want to know. It's about specification of boyfriend Today, I have answer for you guys after think about it for 1 and a half months. I don't have any specification for boyfriend but he need to have enough money to support my lifestyle. I don't want to spend poor life in the future. Another aspect is he must love me and do not treat me like a baby. He must be a leader but not a dictator. Just 2 things, I requested.
Hobby. I love cooking and seeking opportunities to try something new for my life. I love to travel and notice what the world goes on. Importantly, I love shopping in supermarket. It is strange for you guys, right?
Just 3 things that I want to share with you guys. Any other topics, I want to keep them as secrets. If you want to know me deeply, you should come and talk with me.
1月24日 ครั้งแรกในชีวิตกับวันหิมะตกในที่สุดวันนี้ วันที่ 23 มกรา ย่างเข้าวันที่ 24 หิมะก็ตกในเบอร์มิงแฮม นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะที่ได้เห็นหิมะตอนกะลังตกอ่ะ ปกติเห็นแต่ตอนมันมากองอยู่บนพื้นแล้ว แต่น่าเสียดายที่มันน้อยไปหน่อย หิมะเนี่ยต่างจากจินตนาการลิบลับเลยนะ มันเป็นเกล็ดน้ำแข็งที่บางๆเบาๆ ไม่เหมือนการ์ตูนที่ตกลงมาเป็นก้อนใหญ่ๆ หิมะค่อยๆตกลงมาจากฟากฟ้าในยามค่ำคืน ช่างสวยอะไรเช่นนี้ มีความสุขจัง อยากให้หิมะตกทุกวันเลย เราจะได้ปั้นสโนว์แมน อิอิ คงไม่ได้ฝันเฟื่องไปนะ 1月23日 นิยามของคำว่าเพื่อนสนิท...ชีวิตคนเรามีเพื่อนได้หลายคน แต่มีซักกี่คนที่จะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิท...
จำได้ว่าวันแรกที่กลับจากมหาวิทยาลัย พี่ชายเคยถามว่ามีเพื่อนสนิทหรือยัง...
เราก็นั่งคิด เพื่อนสนิทหาได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ การคุยกะเพื่อนแค่วันเดียวเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทได้เลยเหรอ...
เราตอบไม่ถูก จึงนั่งนิ่งและเงียบ...
เพื่อนบางคนเรานึกว่าเราสนิทกับเขา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เราไม่รู้เลยว่าตัวตนที่แท้จริงของเค้าเป็นอย่างไร...
เวลาเปลี่ยน เพื่อนเปลี่ยน เราไม่รู้ว่าเค้าคิดกับเราอย่างไร...
บางทีรู้สึกเหมือนมี Barrier ซักอย่างที่ได้กีดกั้นเรากะเพื่อนอยู่...
คนยิ่งโต ก็ยิ่งสวมหัวโขน สวมหน้ากาก...
สรุปแล้วเราเหลือเพื่อนที่เรียกว่าเพื่อนสนิทกี่คน...
สรุปแล้วเราเหลือเพื่อนซักกี่คนที่จริงใจต่อเราโดยไม่มีสิ่งอื่นแอบแฝง...
มีคนเคยบอกว่ามีเพื่อนเยอะไปแต่ไร้ความจริงใจก็ไร้ความหมาย สู้มีเพื่อนสนิทแค่ 2 -3 คนที่รู้ใจเราทุกอย่างแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว...
คิดถึงพวกแกนะ เพื่อนสนิท 1月20日 Beijing MascotOlympic game Mascot (http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000156652)
I just found Olympic game mascot from www.manager.co.th and thoght that it is interesting to introduce to my friends who visit my space.
Five mascots called friendlies. As chinese tradition, the number five has significant meaning. The five mascots represent five element of natures: forest, sea, fire, earth and sky. In addition it means the five permutations of being (wu xing): metal,wood,water, fire and earth , which many ancient Chinese believed were intimately involved with the origin of the world and to the “five gifts”: riches, long life, peace and quiet, virtue and a life without sickness.
As can be seen from the picture below, the first mascot called Bei bei (福娃贝贝: fu wa Bei bei) Bei bei brings about prosperous. Owing to Chinese belief, a paint brush picture of fish and water means success and prosperity. Moreover, the word fish in Chinese language pronounce Yu, it sounds alike the word that means earn enough. Helmet of Bei bei decorates with fish ornaments following tools in new stone age of China. Beibei 's character is gentle. He is excellent in water sports and stands for blue ring in Olympic game symbol.
Next, Jing jing (福娃晶晶: fu wa Jing jing) is a cute panda. He brings happiness to everybody. Panda is not only a precious animal of China but also it is beloved by people all over the world. Jing jing come from boundless forest. He represents for unanimity of human and nature. Helmet of Jing jing decorate with petals of the lotus blossum througout pottery pattern in Song period. Jing jing character is childish, optimistic and powerful. He stands for black ring in Olympic game symbol.
Thirdly, Huan huan (福娃欢欢: fu wa Huan huan) is the eldest brother among five mascots. He is a symbol of Olympic flame and also vigorous temper of athletes. He assigns spirit of Olympic game to all atheletes. Huan huan helmet is flame that got idea from picture on Pa Mo Gao Ku cave wall in Dun Huang city in Gan Su precinct which located on northwest part of China. Huan huan character is self-confident. He is expert in ball game and stands for red ring in Olympic game symbol.
Ying ying (福娃迎迎: fu wa Ying ying) is the fourth mascot of Olympic game. She is a Tibetan antelope who is sagacious and agile. She comes form western part of China. She assigns happiness, healthiness to the world. Tibetan antelope is a preserved animal in Shinghai-Tibet plateau of China which means this Olympicgame will be friendly to the world's environment. Ying ying's helmet integrates ornament of Shinghai-Tibet plateau and other regions like Xinjiang. Ying ying has active hands and feet so she is expert in track and field sports. This time Ying ying stands for yellow ring in Olympic game symbol.
Ni ni (福娃妮妮: fu wa Ni ni) is the youngest sister among five mascots. She is a swallow which is expanding the wings. Ni ni is a symbol of riches in spring season which brings cheerful to humankind and assign "Luckness" to everyone. The idea of Ni ni's character come from a swallow kite of Beijing. Moreover, the pronounciation of swallow in Chinese language sounds alike Yuan jing which is the name of Beijing in the former time. Ni ni is good at gymnastic and she stands for green ring in Olympic game symbol.
Finally, if we put the first character of five mascots name together and then read it in order, you will get sentense "Bei Jing Huan Ying Ni" which means Beijing welcomes you.
I totally esteem people who created the mascot for Beijing Olympic game. He/She adapted China culture into mascots and also named mascots meaningfully. This Olympic game, therefore, is full of oriental culture.
|
|
|