Salsa 的个人资料Salsa shop照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
12月13日 เป็นวันเกิดที่ฉลองนอกประเทศตามเคยปีนี้เป็นปีที่เราต้องฉลองวันเกิด นอกประเทศอีกแล้วเป็นปีที่ 3 จำได้เมื่อปีแรกที่ต้องฉลองวันเกิดนอกประเทศครั้งนั้นที่อังกฤษ ครั้งแรกที่ไม่ได้ฉลองกะครอบครัว ก่อนหน้าวันเกิด 1 วันเราน้ำตาไหลโดยไม่มีสาเหตุ ครั้งที่ 2 ก็ที่อังกฤษอีกน่ะแหละ ด้วยเหตุว่ากลับไปรับปริญญาโท ครั้งนี้มีม.แม่ กะเฮียโจ้ ฉลองด้วย เพราะทั้งคู่ไปร่วมเป็นสักขีพยานเราในงานรับปริญญาโท ซึ่งก็นับว่าปริญญาโทเนี่ยแหละเป็นของขวัญล้ำค่า ที่ได้มายากที่สุดในชีวิตเลยล่ะ ปีนี้เราฉลองวันเกิดที่เทียนจิน ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีไรสนุกๆมันๆเกิดขึ้นบ้าง เพราะ ณ ตอนนี้ยังเป็นเช้า 8.33 อยู่เลย แต่เมื่อคืน หรือเมื่อไรดีหว่า ตอนย่างเข้า 12.00 ของวันใหม่ก้ได้รับ Message จากน้องกุ๊กไก่ และ Aynie ว่าสุขสันต์วันเกิด
อย่างไรก็ตามที่แน่ๆ เย็นนี้มีปาร์ตี้แน่นอนเป็นปาร์ตี้ชาวต่างชาติ หุหุ 12月4日 แค่อุณหภูมิ -7 องศาเซลเซียส lolหลังจากที่อากาศอุ่นมาเกือบสัปดาห์ ทำให้ใจชื้นว่าปีนี้คงไม่หนาวเท่าไหร่มั้ง อยู่ดีๆวันนี้อากาศก็เปลี่ยนโดยฉับพลัน โดยที่อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียส ต่ำสุด -7 องศาเซลเซียส ลมพัดที่ระดับ 5 หรือประมาณ 47 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้อุณหภูมิที่ -6 องศาเซลเซียส บวกลมพัดแรงแล้ว เราจะรู้สึกเหมือนอยู่ที่อุณหภูมิช่องแข็ง หรือประมาณ -18 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง
แล้วยิ่งวันนี้ได้ตกลงกะเมทไว้แล้วว่าเราจะทำอาหารอีสานกินกัน เมื่อได้เห็นเมทเตรียมวัตถุดิบแล้วเราก็ไม่รอช้าลงมือทำน้ำตก ส่วนเมททำส้มตำ กินกัน 2 อย่าง 3 คน (เรา พี่จูน Aynie) อาหารจานใหญ่ก็หมดไปทันควัน พร้อมกับความอร่อย หลังจากกินเสร็จก็นั่งนึกงวดหน้าถ้าทำนะจะต้องทำไก่ทอดด้วย จะได้ครบสูตร 555 12月3日 การเอาเปรียบผู้บริโภคของคนจีนก่อนเข้าเรื่องตามหัวข้อ ขอเล่าเรื่องของตัวเองนิดนึง วันนี้ตื่นเช้ามาเห็นเมทร่วมห้องถักเปีย 2 อันเป็นพจมานแห่งบ้านทรายทองเราก็เลยรู้สึกอยากเปลี่ยนทรงผมบ้าง เพราะตอนนี้ผมยาวมากๆ ด้านหน้าที่เป็นหน้าม้ายาวลงมาปิดหน้าปิดตาเรียบร้อย วันนี้ก็เลยผูกแกละสองอันไว้ที่ด้านหลังของหัว ออกไปเรียนก็มีแต่คนทักว่า Ke ai (เขออ้าย น่ารัก) เจอะหน้าเพื่อนร่วมห้องชาวเกาหลีก็บอกว่าชอบผมทรงเรา เจอะหน้าน้องกุ๊กไก่ น้องบอกว่าจำไม่ได้ว่าคราย อิอิ เจอะหน้าพิม พิมบอกว่าไม่คิดว่าเราจะทำผมทรงนี้ เจอะหน้า เสี่ยวเม่ยเม่ย (เด็กอินโดคลาสเมทห้องพี่จูน) ก็บอกว่าน่ารักแต่เจออ้ายหนี่ เพื่อนอินโดตัวติดกะเรามันบอกว่า Qi guai (ฉีไกว้ ประหลาด) แล้วก็บอกเราว่ารู้มั๊ย เขออ้าย ของคนจีน คืออะไร Kelian meiyou ren ai ni แปลเป็นไทย (น่าสงสารที่ไม่มีใครรัก) เป็นงั้นไป เฮ้อ เวงกรำ
เข้าเรื่องดีก่า ทำไมเราถึงพูดถึงการเอาเปรียบผู้บริโภคของคนจีนน่ะเหรอ เรื่องมีอยู่ว่าตอนนี้เราใช้โปรโมชั่นมือถือ 50 หยวน โทรฟรี 200 นาที กะส่งแมสเสจได้อีก 1 กะตั้ก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจะเดินทางไปเที่ยวปักกิ่ง ซึ่งเป็นคาบเกี่ยวที่จะเปลี่ยนเดือนพอดี ซึ่งโปรโมชั่นที่ใช้เนี่ยจะตัดตอนต้นเดือน ดังนั้นเราก็เลยเติมเงินลงมือถือตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกา เพื่อที่จะได้ไม่เกิดเหตุซ้ำรอยแบบคราวก่อนที่เข้าปักกิ่งอีก ก็เติมไป 50 หยวนบวกเงินที่เหลือในมือถืออีก 2.xx หยวน ก็ไปใช้มือถืออย่างสบายใจในปักกิ่ง โทรเช็คเพื่อนที่ไปเที่ยวทีส่านซีว่าเป็นงัยบ้าง รวมทั้งมีเพื่อนจีนที่ปักกิ่งโทรหาอีก กลับมาเทียนจินวันที่ 1 ธันวามือถือก็ยังคงใช้ได้อยู่ จนวันที่ 2 ธันวาจะโทรหาเพื่อนปรากฏว่ามือถือใช้ไม่ได้ แล้วก็บอกว่าให้ไปเติมตังค์ ก็งง เอ๋ทำไมเงินในมือถือจึงเหลืออยู่แค่ 26 หยวน ทั้งๆที่ถ้าตัดโปรโมชั่นไปก็น่าจะเหลือเงินอยู่ 2.xx หยวน (ทำไมมันตัดโปรโมชั่นแปลกๆ) จนวันนี้ คุยกะ Aynie เพื่อนอินโด ตัวติดเรา ก็ได้รับรู้ว่า โปรโมชั่นที่เราใช้นั้นครอบคลุมเฉพาะในเทียนจินเท่านั้น ถ้าเราโทรศัพท์ รับโทรศัพท์นอกเทียนจินเราจะต้องเสียตังค์ เสียเป็นอัตรา Roaming โอ้ว จะบ้าตายไปเที่ยวปักกิ่งอยู่ 3 วันหมดค่าโทรศัพท์ไปก่า 30 หยวน วันนี้ก็เลยต้องไปเติมตังค์มือถือใหม่เพื่อตัดโปรโมชั่นของเดือนนี้
ก็เพิ่งเคยเห็นนโยบายเอาเปรียบผู้บริโภคขนาดนี้ก็ที่เมืองจีนเนี่ยแหละ ประเทศอื่นที่เคยไปเที่ยวไปอยู่มาก็ไม่มีนโยบายเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคตาดำๆขนาดนี้เลย ให้ตายเหอะโรบิ้น 11月27日 ลอยกระทงวันพระจันทร์ไม่เต็มดวงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นักเรียนไทยในเทียนจินได้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนไทยในเทียนจินมีกิจกรรมร่วมกัน และอีกทั้งเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้กับชาวต่างชาติด้วย งานถูกจัดขึ้นที่ตึก Tianjin Student Activity Building ซึ่งด้านหลังตึกเป็นทะเลสาบ ภายในงานมีจัดขนมไทย ของว่างไทย อาทิเช่น ฝอยทอง ข้าวเหนียวสังขยา สาคูไส้หมู ปั้นขลิบให้ลองชิม แต่เราแทบไม่ได้กินเลย เพราะตามที่รู้นิสัยคนจีนกันดี เค้ากินกันแบบไม่คิดว่าจะกลับบ้านไปกินข้าวซึ่งอาหารมีเท่าไหร่ยังงัยก็ไม่พอให้กิน อ้อลืมบอกไปงานนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างคนไทย และคนจีน ดังนั้นภายในงานก็มีการแสดงโดยคนจีนด้วย เช่น การเต้นรำชาวเผ่าซีจ้วง การสีซอ ฯลฯ สำหรับความเห็นของเราต่องานนี้นั้นเราว่ามันน่าเบื่อเพราะมีแต่ให้นั่งชมการแสดง มันไม่ได้บรรยากาศงัยไม่รู้ แต่คนต่างชาติชอบนะ เพราะเค้าไม่เคยเห็นพวกรำไทยอะไรพวกนี้มาก่อน
ตอนที่เรานั่งชมการแสดงเรานั่งข้างเพื่อนเราจากอินโด ส่วนด้านซ้ายมือไม่ทราบว่าเป็นฝูเต่าใคร (คนจีนที่รับสอนภาษาเด็กต่างชาติ) เธอจะถามเราตลอดว่าการแสดงนี้มีความหมายอะไร อย่างไร เราก็ได้แต่ส่ายหัว ไม่รู้เฟ้ย เป็นคนไทยก็จริงแต่ไม่ได้จบเอกการแสดง ศิลปะวัฒนธรรมมานะ ใครจะไปรู้ ว่ารำศรีวิชัยรำไปเพื่อ รู้แต่ว่าศรีวิชัยเป็นชื่อเมืองสมัยโบราณ อยู่ภาคใต้ หรือปัจจุบันก็นครศรีธรรมราชนั้นแล เซิ้งกะติ๊บรำไปทำไม ระหว่างที่แสดงกันอยู่เพื่อนอินโดเราไปคุยโฆษณาเรื่องมาม่าให้เด็กญี่ปุ่นฟัง เค้าก็ถามราคาเราว่าตอนนี้เท่าไหร่แล้ว เอ่อเพื่อนจ๋าฉันไม่ได้ซื้อมาม่ามาร่วม 3 ปีแล้วนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่น้ำมันขึ้นกระฉูดแบบฉุดไม่อยู่ ข้าวของขึ้นราคากันแทบจะเรียกว่าวันต่อวัน แล้วข้าเจ้าจะรู้เหรอว่ามันราคาเท่าไหร่ พอการแสดงมีร้องเพลงไทยสากล เพื่อนก็ถามเราว่าเคยฟังไหม เราก็ตอบเหมือนเดิม ไม่เคย ก็เราเลิกฟังเพลงไทยไปนานแล้วนี่หว่าร่วม สิบปีได้ ถ้าไม่ดังจิงๆ ข้าเจ้าไม่มีทางเคยได้ยินแน่ คุยไปคุยมาไอ้คุณเพื่อนอินโดก็สรุปว่าเราไม่ใช่คนไทยซะงั้น เออ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่วะ ก็จะร่วมสามปีมานี่ข้าเจ้าแทบบ่ได้อยู่เมืองไทยเลยนี่หว่า จะรู้ไหมว่าอะไรเป็นอะไร 11月16日 ส่งหนูพีสกลับบ้านและแล้ววันเสาร์ที่ 15 พฤจิกา ก็มาถึงวันที่เด็กหญิงพีส กะหนูจี้ต้องเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อไปรับปริญญา และหางานทำ อย่างที่พิมพ์ไว้ในเรื่องที่แล้วว่าเรานอนไม่หลับ แล้ววันนี้ก็ตื่นมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ก็เลยชวนพี่จูนไปซ้อมตีปิงปองกัน เราก็ซ้อมกันจน 9.45 จากนั้นก็ขึ้นไปหาเด็กหญิงพีสที่ห้องนอน ข้าวของของน้องเยอะจิงๆ เราได้รับมรดกจากเธอมาหลายชิ้น ทั้งเครื่องชั่งน้ำหนัก และอีกสารพัดสารเพ ตอนเที่ยงเรา พี่จูน Aynie Ryosuke ก็ไปกินข้าวกะเธอเป็นมื้อสุดท้ายในเทียนจิน จากนั้นก็นั่งแท็กซี่ไปส่งที่สถานีขนส่ง น้องเรียวนั่งรถไปส่งพีสที่ปักกิ่ง ส่วนคนอื่นๆ ส่งกันที่เทียนจินนี่แหละ ส่งหนูพีสกลับบ้านเสร็จ เราก็เดินไปซื้อ External harddisk กะ Aynie ไว้เก็บรูปอีก copy นึงเผื่อว่า เจอไวรัสแด๊กอีกจะได้ยังเหลือรูปอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไป Liu yuan เพื่อเอาจักรยาน ขี่ไปรับโน้ตบุ๊คจากน้องกรณ์คืน แล้วไปบ้านของฟรีซ เพื่อลงแอนตี้ไวรัส เอาเป็นว่าเป็นวันที่เหนื่อยมาก ออกกำลังกายเยอะสุดๆ เหนื่อยขนาดที่ สี่ทุ่ม ถ้าไม่นอนร่างกายก็จะหลับเองอัตโนมัติ
หลับสนิทจนกระทั่งตื่นเอาตอนเจ็ดโมงเช้าวันอาทิตย์อีกแล้ว เพราะเมื่อวานตอนเย็นขณะกำลังกินข้าวเพื่อนบ้านก็มาเคาะประตูบ้านถามเรื่องจะให้คนมาซ่อมฮีทเตอร์ เพราะฮีทเตอร์ไม่ทำงาน เค้าบอกว่าตอนบ่ายมาทีนึงแล้ว แต่ไม่มีคนอยู่บ้าน เนื่องจากพวกเราไปส่ง พีสกะจี้กลับบ้านกัน เค้าบอกว่าจะให้มาซ่อมตอนสามทุ่มครึ่งได้มั๊ย เราก็บอกว่าไม่เอา เพราะดึกแล้วต้องการพักผ่อน (ดู๊ คนจีน ช่างไม่รู้กาลเทศะกันเลยเนาะ จะมาซ่อมฮีทเตอร์ตอนสามสี่ทุ่มเนี่ย) เค้าบอกว่าถ้างั้นวันอาทิตย์ตอนแปดโมงเช้าล่ะกัน เราก็อืมก็ได้วะ แต่ปรากฏว่า 7.45 เค้าก็มากันแล้ว แต่ก็ซ่อมไม่ได้อีก เนื่องจากห้องข้างบนเราไม่มีคนอยู่ (ฮีทเตอร์ที่นี่เป็นแบบว่า ในตึก Column เดียวกัน ถ้าห้องไหนใช้ไม่ได้ จะทำให้ใช้ฮีทเตอรไม่ได้กันหมดทั้งคอลัมน์) ตอนนี้คนจีนทนไม่ไหวกันแล้วถ้าอยู่ในห้องไม่มีฮีทเตอร์ แต่เราตอนนี้อยู่บ้านใส่กางเกงขาสั้นอ่ะ ออกข้างนอกบางวันใส่กระโปรงกะ Legging ก็มันหนาวแบบไม่มีลมก็เลยไม่รู้สึกว่ามันหนาวนี่หน่า เนื่องจากฮีทเตอร์ใช้กันไม่ได้ทั้งคอลัมน์เพื่อนบ้านเลยเป็นเดือดเป็นร้อนกันใหญ่ หาช่างมาซ่อมกันให้วุ่นวาย เราก็เลยได้ฝึกภาษาจีนกะเพื่อนบ้านเรา พร้อมช่างซ่อมฮีทเตอร์เนี่ยล่ะ วุ่นวายกันตั้งแต่เช้ายันจะกี่โมงไม่รู้ เลยยังไม่ได้ฤกษ์ทำความสะอาดบ้านจากงานปาร์ตี้ซะที รอเค้ามาซ่อมให้เสร็จก่อนจะได้ทำทีเดียว เพราะพี่แกเข้าบ้านชาวบ้านมาเดินใส่รองเท้าลุยไปซะทั่วเลย ปาร์ตี้วันเกิด และอำลา หนูพีสแต่แรกตั้งใจอัพสเปซตั้งแต่วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่จัดปาร์ตี้วันเกิดให้หนูพีส และในขณะเดียวกันก็เป็นปาร์ตี้อำลาพีส และจี้ด้วย เนื่องจากในวันรุ่งขึ้นทั้งสองจะเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว แต่มันมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือ คอมพิวเตอร์เราโดนไวรัสแด๊กอีกแล้ว หลังจากที่ใช้คอมมานานโดยไม่มีแอนตี้ไวรัส จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ก่อนลงฟรีดาวน์โหลดแอนตี้ไวรัสเท่านั้นแหละ เหมือนกับว่ามันเป็นตัวนำพาไวรัสมาเข้าเครื่องเราอย่างมากมายก่ายกอง เรียกว่าเปิดเครื่องปุ๊บมันบอกทันทีว่ามีไวรัสในเครื่อง พอกดว่าให้ลบ หรือ action อื่น ก็ไม่หาย เรียกว่าอาจมีเป็นพันๆตัวเลยก็ว่าได้ ก็เลยจัดการส่งเครื่องไปให้น้องกรณ์ฟอร์แมทเครื่องให้ ขอบใจมากๆน้อ กลับมาเล่าเรื่องงานวันเกิดดีก่า ขืนเล่าเรื่องคอมเราโดนไวรัสแด๊กคงจะไปไกลจนกู่ไม่กลับ
งานวันเกิดพีสนี้จัดขึ้นที่บ้านใหม่เรามีผู้ร่วมงานรวมข้าเจ้าด้วยแล้วก็ 19 คนพอดิบพอดี ห้องรับแขกเล็กแสนเล็กของเราก็เลยเต็มไปด้วยหัวคน แต่ก็อบอุ่นดีนะ จากตอนแรกบ้านที่เย็นยะเยือกตอนแขกยังไม่มา กลายเป็นห้องที่อุ่นจนร้อนเหมือนป่าเขตร้อนของสะวันนา อาหารที่ทำต้อนรับแขกวันนี้มีข้าวมันไก่ กุ้งอบวุ้นเส้น ผัดผักบร็อคเคอรี่ กระเพราหมูสับ แกงจืดลูกเงาะ สาหร่าย Requested by Peace (เนื่องจากวันก่อนเธอไปทานอาหารที่น้องเรียวทำให้เป็นมื้อสุดท้าย จนกระทั่งอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย + อาเจียน อ้อน้องเรียวแอบกระซิบว่าเธอทานเยอะมากๆๆๆ โดยที่เค้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยล่ะ ถ้ารู้ก่อนหน้านี้น้องเรียวอาจกลัวหรือป่าวหว่า) เต้าฮวยฟรุทสลัดกลิ่นอัลมอนด์ อ้อแล้วก็มีขนมเค้ก Black forest ที่ไปซื้อมาจาก Maky และได้รับอนุเคราะห์แกงเขียวหวานไก่มาจากบ้านอัง เบียร์ชิงเต่าอีก 2 ลังจากพี่เอ๋ ขนมคุกกี้สอดไส้สับปะรดจากพี่จิ๊บ แขกที่มามี พี่เอ๋ พี่บุ๋ม พี่จิ๊บ กวาง อัง พีสเจ้าของงานวันเกิด น้องเรียวหวานใจหนูพีส ปอ กุ๊กไก่ นัท Aynie ปลั๊ก กรณ์ พิม ก้อย รวมเจ้าบ้านอีก 2 คือข้าเจ้าและพี่จูน อาหารจำนวนมากก็หายไปอย่างรวดเร็ว จิงๆใจก็ห่วงอีกสองคนที่ยังมาไม่ถึง คือ หนูจี้ และ Ramin ซึ่งก็มาถึงตอนที่อาหารส่วนมากหมดไปแล้ว ต้องขอโทษด้วยจิงๆ ที่ไม่ได้เก็บให้เพราะเห็นบอกว่าจะถึงแล้วเลยไม่คิดว่าจะมาช้าขนาดนั้น
บรรยากาศงานวันนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสุข แต่ภายในใจหลายคนคงแอบเศร้าเคล้าน้ำตา เพราะสองสาว (พีส และจี้) จะกลับประเทศแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆที่เราได้รู้จักพีส ประมาณ 2 เดือนกว่าได้ แต่เราก็แอบเหงาเหมือนกันนะ พีสกับเราเริ่มรู้จักสนิทสนมได้ เพราะพีสไปเป็นเพื่อนเราดำเนินเรื่องวีซ่าตลอด แล้วก็กินข้าวด้วยกันเกือบทุกมื้อ ทุกวันเรากะพีสจะต้องส่งแมสเสจหากันเรียกว่ากลางวันเย็น เพราะต้องถามว่าจะไปกินข้าวไหน วันนี้ทำไร ไปซื้อของตลาดด้วยกัน ทุกเที่ยงข้าเจ้าต้องไปรอที่ Liuyuan เพื่อรอมันไปกินข้าวด้วย เรียกว่าเหมือนเป็นน้องสาวคนนึงล่ะ แต่งัยเราก็คงเศร้าไม่เท่ากับน้องเรียว Ramin และพี่อัง ที่แต่ละคนมีระยะเวลาอยู่กับสองสาวมากกว่าเรา
งานดำเนินมาถึงตอนช่วงเป่าเทียนวันเกิด ตัดเค้ก ซึ่งพีสจะต้องอธิษฐานทั้งหมด 3 ข้อ โดย 2 ข้อแรกต้องบอกชาวบ้าน อีกข้อเก็บไว้ในใจ ข้อแรกเค้าบอกว่าเค้าขอกลับมาที่นี่หาทุกคนอีก (แต่จิงๆ อยากเจอแค่คนๆเดียวใช่มั๊ยล่ะ) ข้อสองเค้าขอให้เค้าสมหวังในทุกเรื่อง ข้อสามอันนี้ไม่รู้ล่ะเพราะอยู่ในใจเค้า แต่เราก็เดาออกเหอะ คนที่ร่วมงานปาร์ตี้ก็คงเดาออกกันหมด
Aynie แอบแซวว่าเมื่อตัดเค้กแล้วเค้กชิ้นแรกต้องให้กับคนที่สำคัญที่สุด ซึ่งก็ไม่ต้องเดาหรอกว่าน้องจะให้ใคร แต่อย่างน้อยเรายังดีใจนะที่เรายังได้เป็นที่สองของเธอ เรายอมได้ถ้าเธอจะยกอันดับ 1 ให้น้องเรียว (ป่าวกัดฟันพูดนะ) งานก็ดำเนินไปเรื่อยๆโดยมีแอลกอฮอล์พอหอมปากหอมคอ แต่เราก็เมาจนได้ ไม่ใช่ว่าเมาเพราะเบียร์ชิงเต่านะ แต่เมาเพราะ Absolute กลิ่นวานิลา ที่ Ramin เอามา เราดื่มไปแค่คำใหญ่คำเดียวเท่านั้นแหละ เห็นผลเลย เดินเซค่ะ เริ่มพูดไม่รู้เรื่อง แต่สติยังอยู่ครบนะ ขอบอกไว้ก่อน งานก็ดำเนินมาจนจบ แขกกลับบ้าน แล้วก็ได้รู้ว่ามีคนขโมยจักรยานน้องกุ๊กไก่ไป ทั้งๆที่ล็อคเข้ากับรั้วบ้านนะเนี่ย เสียใจด้วยนะน้อง เพราะก่อนหน้านี้เจ้าของบ้านพี่ก็เคยเตือนเรื่องนี้กะพวกพี่แล้ว พี่เลยไม่เคยทิ้งจักรยานไว้นอกตึกเลย จิงๆแล้วโจรมันพยายามขโมยจักรยานกวางก่อนแต่มันงัดตัวล็อคไม่สำเร็จ ก็นับว่าเป็นโชคดีของกวางไป
กล่าวถึงพี่บุ๋มซักนิด พี่บุ๋มแอบเข้าไปฟุบหลับในห้องพี่จูนตั้งแต่ประมาณ 3 ทุ่มเศษ พอสี่ทุ่มที่ทุกคนจะกลับกัน ก็มีคนไปปลุกพี่บุ๋ม แต่ปลุกงัยพี่บุ๋มก็ไม่ยอมตื่นเลย (นอนได้ขี้เซามากเลย) ทุกคนเลยบอกว่างั้นปล่อยพี่บุ๋มนอนที่นี่ล่ะกัน พรุ่งนี้เช้าค่อยให้กลับบ้าน ประมาณสี่ทุ่มเศษหลังจากเราอาบน้ำเสร็จก็คุยกะพี่จูนว่าเรายกพี่บุ๋มขึ้นเตียงเหอะ ขืนให้นอนฟุบกะเตียงแบบนี้เดี๋ยวไม่สบายแน่ ก็เลยยกกะพี่จูนคนละข้าง ปรากฏพี่บุ๋มตื่นเลยทันที ตื่นแบบงงๆ อะไรเกิดไรขึ้นเหรอ แล้วพี่บุ๋มก็รีบกลับบ้านไป
หลังจากที่พี่บุ๋มกลับบ้านไปเราก็มานั่งเปิดคอมกะว่าจะอัพรูปเขียนสเปซให้ทันวันที่ 14 พฤศจิกา ที่เป็นวันเกิดยัยพีส ก็ปรากฏว่าแอนตี้ไวรัส detect ไวร้ส, โทรจัน ได้ หลังจากนั้นเครื่องก็รวน พร้อมกับที่เราหายเมาเป็นปลิดทิ้ง แล้วก็ทำให้เรานอนไม่หลับเลยจนกระทั่งตีสอง แต่เช้าวันเสาร์ก็ตื่นมาตอน 7 โมงเช้าจนได้ เหนื่อยว้อย
11月10日 Xiangshan tripไม่ได้อัพมานาน เขียนเรื่องที่เพิ่งเกิดก่อนล่ะกัน เรื่องเก่าถ้ามีเวลาจะย้อนเล่าให้ฟัง
ทริปนี้ไปปีนเขา เซียงซัน อันที่จริงเป็นทริปที่เพื่อนมาชักชวนไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแต่พวกเราติดสอบกัน ก็เลยเลื่อนมาเป็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแทน ผู้ร่วมเดินทางทั้งหมดกว่า 20 ชีวิต โดยมีประชากรไทยเป็นส่วนใหญ่ มีอินโด ญี่ปุ่น เกาหลีหลงไปอย่างละนิด ผู้ร่วมเดินทางทริปนี้ ประกอบด้วย พี่เอ๋ พี่บุ๋ม พี่จูน พี่จิ๊บ กวาง พิม ก้อย นัท กุ๊กไก่ ปอ กร ปลั๊ก พีท อัง จี้ นิต้า Aynie Bihon ญี่ปุ่น 2 คน ที่เหลือในรถบัสก็เป็นคนจีนซึ่งเป็นส่วนใหญ่กว่า เราซื้อทัวร์ไป ราคาทัวร์รวมค่าตั๋วเข้าเรียบร้อย 50 หยวน บังคับทำประกันอีก 10 หยวน แต่เราลืมพกบัตรนักเรียนไปเลยต้องจ่ายเพิ่มอีก 5 หยวน ก็นับว่าถูกอยู่ดี ถ้าเทียบกับว่าต้องนั่งรถไฟไปเอง
เช้านัดเจอกันที่ You yuan ตีห้าสี่สิบห้า ขึ้นรถที่ประตูตะวันออก ตอน หกโมง อัง หนูพีท และหนูจี้มากันแบบสโลสเล ด้วยเมื่อวานดื่มหนักกันไปหน่อย แต่พอถึงเซียงซันทุกคนก็กะปรี้กะเปร่ากัน หลังจากได้นอนพักกันในรถ
ทริปนี้ภาพรวม ไม่ประทับใจ เพราะวิวไม่สวยเท่าที่ใจนึกหวัง ประกอบกับวันนั้นพระอาทิตย์ก็ไม่ออกมาให้เรายลโฉม ใบไม้มีแต่สีเขียว กะเหลืองโดยส่วนใหญ่ สีแดงเห็นน้อย ถึงน้อยมาก (โดนคนจีนเก็บไปทำของที่ระลึกขายราคา ตั้งแต่ 2 ถึง 5 หยวน หมด) คนจีนนิสัยไม่ค่อยดีชอบเด็ดใบไม้ใบหญ้าเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตน ทำให้หลายต้นแทบจะไม่มีใบเหลือ ทริปนี้ทำให้รู้ว่าทุกอย่างเป็นเงินได้ ขนาดใบไม้ใกล้เน่าคนจีนยังเก็บเอามาขายกันได้ ขายมัดนึงประมาณสิบก่าใบ ที่ราคาหยวน ถึงสองหยวน ก็มีคนขำๆเดินเข้าไปมุง เข้าไปซื้ออีกแน่ะ
10月6日 ทริปแรกของการเดินทางคนเดียวไปปักกิ่งกับน้ำใจของคนจีนหายไปนานอีกแล้ววววว สำหรับ Nita: Life in Tianjin เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวที่ติดค้างกันไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ที่หายไปนานขนาดนี้เพราะ 1. เนตที่ห้องมีปัญหา ด้วยความฉลาดของเราที่ไป disable local area connection 2. ทริปต่างเมืองตอนวันหยุดยาวซีอัน
เริ่มเรื่องเลยดีก่า ครั้งแรกของการไปปักกิ่งคนเดียวของเรานั้นเกิดขึ้นมาจากต้องการซื้อ Talking dictionary ซึ่งเดินดูในเทียนจินแล้วมีแต่รุ่นที่ไม่ต้องการ แถมมีรุ่นให้เลือกน้อยอีก ก็เลยตัดสินใจเดินทางไปปักกิ่งกระทันหันมาก ไปโดยไม่มีข้อมูลใดๆทั้งสิ้น ไม่รู้แม้แต่ว่าสถานี้รถไฟอยู่ไหน นั่งรถอะไรไปถึงได้ ก็ได้ถามพวกเพื่อนที่อยู่มาแล้วแต่เหมือนว่าก่อนหน้านี้สถานีเทียนจินปิดก็เลยไม่มีใครเคยไปประมาณนั้น แล้วก็เหมือนได้ยินมาว่าให้ไปสถานีเทียนจินซี ดังนั้นเช้าวันเสาร์นิต้าก็เลยเดินออกจากที่พักด้วยใจระทึกว่าจะไปถึงปักกิ่งปลอดภัยมั๊ย เดินไปที่ป้ายรถเมล์เจอเด็กจีนสองคนนั่งอยู่ที่ป้ายก็เลยถามไถ่ว่าจะไปเทียนจินซีจ้านเนี่ยไปสายไร เค้าก็บอกมา แต่ตอนนี้จำเลขไม่ได้แล้ว แล้วก็ถามเค้าว่าลงป้ายไหน เค้าก็บอกว่าป้ายสุดท้าย ไปถึงสถานีเทียนจินซี โอ้ว คนต่อคิวซื้อตั๋วรถไฟมากมายก่ายกอง เราก็เอาวะถอยไม่ได้แล้ว ต่อคิวซื้อตั๋วรถไฟไปครึ่งชั่วโมงได้ พอถึงคิวเราก็มีผู้ชายคนนึงมาถามเราว่าเค้าขอแค่ถามคนขายตั๋วได้มั๊ยแป๊บเดียว ปรากฏว่ามัน ขอใช้สรรพนามเยี่ยงนี้เพราะมันเลวมาก มันตั้งใจแซงคิว มันถามเสร็จ มันจะซื้อตั๋วเลย ดีที่ผู้หญิงจีนที่อยู่ข้างหลังเราไม่ยอม แถมช่วยด่าให้อีก ทีนี้ตอนซื้อตั๋วรถไฟด้วยที่ว่าเค้าปิดม่านมาเหลือแค่ช่องส่งตังค์เท่านั้นเวลาพูดก็ต้องก้มลงไปพูด ทีนี้เราฟังทางคนขายตั๋วพูดไม่ชัด ผู้หญิงจีนคนที่ด่าผู้ชายที่มาแซงคิวเราก็ช่วยเราซื้อตั๋วอีก น่ารักจริงๆเลย ได้ตั๋วมารอบ 12.10 น. เนื่องจากที่สถานีเทียนจินซีเนี่ยจะเป็นรถไฟเร็วที่ผ่านมาจากเมืองอื่นดังนั้นจะมีรถผ่านมาน้อยมาก ประมาณชั่วโมงนึงคันนึง บางชั่วโมงก็ไม่มี เราก็นั่งรอไปสิอีก 2 ชั่วโมง ถึงจะได้ขึ้นรถไฟ ขณะนั่งรอรถไฟก็อ่านหนังสือเตรียมบทเรียนไปด้วย มีคนจีนมานั่งข้างๆ นั่งไปประมาณ 40 นาทีได้เค้าก็เริ่มสงสัยว่าทำไมเรายังไม่ไปขึ้นรถไฟซักที เค้าก็เลยดูตั๋วรถไฟเรา แล้วก็บอกว่าเราไม่ควรจะนั่งตรงนี้ ควรไปนั่งรอในห้องสำหรับรถไฟเร็วโดยเฉพาะ นิต้าก็เลยได้ขึ้นรถไฟไปปักกิ่งด้วยประการฉะนี้ ถึงปักกิ่ง โทรหาพี่ออยล์ เพื่อนยัยโอ๊ดที่อังกฤษ ว่าจะมารับ พอกดโทรปุ๊บ โอเปอเรเตอร์ก็บอกว่าเงินหมดโทรไม่ได้ ลองส่งแมสเสจก็ไม่ได้ แล้วทีนี้คุณหนูนิต้าจะทำอย่างไรดีล่ะ ก็วิ่งๆไปถามตามร้านค้าต่างๆว่าเติมตังค์มือถือได้มั๊ย ทุกร้านตอบเหมือนกันหมดว่าไม่ได้ แล้วที่ใกล้ที่สุดล่ะมีมั๊ย ทุกร้านตอบว่าไม่มี แล้วหนูนิต้าจะทำอย่างไรล่ะ ด้วยสติที่พยายามตั้งมั่นไว้ก็คิด คิด คิด และคิดว่าอย่างไรสถานีรถไฟก็น่าจะมีโทรศัพท์สาธารณะ ก็เลยลองเดินดู ปรากฏว่ามี แต่ไม่ได้รับเหรียญอ่ะ เป็นโทรศัพท์ใช้บัตร ทีนี้หนูนิต้าก็เดินถามไปเรื่อยอีกว่ามีร้านไหนขายบัตรโทรศัพท์สาธารณะบ้าง ปรากฏว่าไม่มีอีกเช่นกัน ก็เลยลองแกล้งไปถามตำรวจ ตำรวจก็พยายามช่วยสุดฤทธิ์ โดยให้ลองไปถามที่ร้านขายหนังสือ เราก็ไปถามด้วยคำถามเดิมทั้งหมดที่ได้ถามร้านต่างๆมา คำตอบก็คือคำเดิมว่าไม่มี เราก็เลยอุทานเป็นภาษาอังกฤษว่าจะทำอย่างไรดี แล้วก็ขอยืมใช้โทรศัพท์เค้าจะได้มั๊ย แต่ถามเป็นภาษาอังกฤษนะ ปรากฏว่า เค้าส่งมือถือให้ เราเลยติดต่อพี่ออยล์ได้ประการฉะนี้ แต่ตอนที่คุยกะพี่ออยล์เนี่ยตอนนั้นบอกไปว่าอยู่ที่ชานชาลา 3 พอคุยเสร็จก็ขอบคุณเจ้าของร้าน และจะจ่ายตังค์เค้าแต่เค้าบอกว่าไม่เป็นไร เราก็ได้แต่ขอบคุณเค้าจากใจจริง ออกไปข้างนอกร้านพบว่าชานชาลาที่บอกพี่ออยล์ไปอ่ะผิด (แหง่ว) จริงๆแล้วสถานีนี้เพิ่งจะสร้างเสร็จแค่ 2 ชานชาลา คือ 1 กะ 2 (แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ฉุกใจนะ)ทีนี้จะทำงัยล่ะจะไปยืมโทรศัพท์เค้าใหม่ใจก็ไม่กล้าพอ พี่ออยล์ก็ไม่โทรเข้ามาแน่เพราะที่นี่บางโปรโมชั่นเป็นแบบรับก็เสียตังค์ พี่ออยล์ก็คิดว่าเราใช้โปรนั้น รอพี่ออยล์ไปซํกพักใหญ่ก็ได้โทรศัพท์จากพี่จูน ซึ่งอยู่เทียนจินโทรมาเช็คว่าถึงปักกิ่งหรือยัง เหมือนสวรรค์มาโปรดหนูนิต้าก็เลยได้พี่จูนเติมตังค์ให้ จากนั้นก็โทรติดต่อพี่ออยล์ได้ พี่ออยล์มารับตอนบ่ายสองโมงก่า ก็ตอนนั้นไม่เห็นเลยว่าที่สถานีนี้มีรถแท็กซี่เห็นแต่รถเมล์ก็เลยขึ้นไป ตอนจะจ่ายตังค์ถามคนขับว่าเท่าไหร่ มันตะโกนใส่แล้วก็ไล่ให้รีบๆเดินเข้าไปข้างใน หนูนิต้าก็เลยไม่ได้จ่ายตังค์ค่ารถเมล์ ไปถึงไหนไม่รู้แต่มันไล่ลงรถหมดทุกคน พี่ออยล์เลยบอกว่าเรียกแท็กซี่ไปสถานีรถไฟใต้ดินกันเหอะ เราก็งัยก็ได้อยู่แล้ว ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปกู่กง หรือวังโบราณที่มีห้องถึง 9,999 ห้องก็ไม่รู้ว่าแต่ก่อนฮ่องเต้เดินเข้าไปหมดทุกห้องป่าวหว่า แต่งัยฮ่องเต้ก็ไม่เดินเองอยู่แล้วไปไหนก็มีเสลี่ยงหามไป พี่ออยล์บอกว่าก่อนโอลิมปิกที่นี่กะลังบูรณะใหม่อยู่ เราก็อืม สีมันใหม่จริงๆแหละ แต่ขอโทษนะ ด้านหลังวังอ่ะช่วยทาด้วยเด่ะ ทาแต่ข้างหน้า หรือว่าถือว่าตอนที่ถ่าย spot โฆษณาโอลิมปิกมันมองไม่เห็นข้างหลังหรืองัยว้า เดินได้ถึงตอนห้าโมงครึ่งก็ไม่ไหวแล้ว ท้องเริ่มพยศ เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานไรเลย พี่ออยล์ก็เลยพาไปหวังฝูจิ่งโดยนั่งรถคล้ายๆสามล้อบ้านเราแต่คันเล็กมากๆ เหมือนรถกระป๋อง ถ้าคนตัวใหญ่ก็นั่งได้แค่คนเดียวเท่านั้น โชคดีเรากะพี่ออยล์ตัวเล็กก็เลยนั่งได้สองคน ก็ไปกินราเม็งฮะจิเซนกันที่หวังฝูจิ่ง เมื่อท้องอิ่มเราก็เดินทางต่อไปดูสนามกีฬาโอลิมปิกกัน สนามรังนก หรือเหนี่ยวเฉา ของคนจีนวันนี้เฉามากมายด้วยว่าไม่ยอมเปิดไฟ จึงเห็นสนามไม่สวยงามอลังการ แต่ Watercube เปิดไฟสว่างจ้า เรียกคนให้ไปถ่ายรูปกัน อีกทั้งยังมีการเล่นสีไฟที่เปิดด้วย ความสนใจเราเลยอยู่ที่ Watercube มากกว่าสนามรังนก ฝั่งตรงข้ามสนามรังนกนั้นเป็นตึกรูปคบเพลิงมีการฉาย Spot โฆษณาเมืองจีน สถานที่ท่องเที่ยว ก็เรียกให้คนไปถ่ายรูปด้วยเช่นกัน เมื่อดูเสร็จก็ไปบ้านพี่ออยล์ซึ่งอลังการมาก ห้องรับแขกใหญ่มาก ห้องนอนเตียง Queen size มี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีครัวด้วย พี่ออยล์อยู่กะเมทไทยอีกคน ชื่อ พี่นิ่ม เมทเกาหลี ชื่อ เจสซี่ เป็นครอบครัวสุขสันต์ที่ไม่ขาดเสียงหัวเราะ วันรุ่งขึ้นเราตื่นแต่เช้าเจ็ดโมงได้มั้ง แต่พี่ออยล์ยังไม่ตื่น จน 10 โมงก็ได้ฤกษ์เดินทางไปตึกซึ่งขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และที่นี่เราก็ได้ Electronic dictionary มาในราคา 1,200 หยวน โดยตอนแรกคนขายเสนอมาตั้งแต่รุ่น 3,000 หยวนอัพ แปลได้ 11 ภาษาเราก็บอกว่าแพงไป มันก็เสนอมาที่ 2,000 หยวน พอเราบ่นว่าแพงไปมันก็ถามเราว่างบเท่าไหร่ เราก็บอกว่าพันนึง มันก็เสนอรุ่นไร้สีให้เรา เราก็บอกว่าไม่เอา จะเอายี่ห้อ Besta เท่านั้น พอถามรุ่นที่พี่ออยล์ใช้มันก็บอกว่ารุ่นนั้นไม่ดี เราก็บอกว่าเราจะเอามันก็บอกว่า 1,500 หยวน เราก็เลยถามมันว่าต่ำสุดให้เท่าไหร่ มันบอก 1,300 หยวน เราก็บอกว่า 1,000 นึงล่ะกัน มันบอกว่าขายไม่ได้ ซักพักคนขายผู้หญิงก็เข้ามา เค้าพยายามจะขายของมาก ลดให้เราเหลือ 1,250 หยวน เราก็ไม่เอา บอกเค้าว่าถ้า 1,200 หยวนถึงจะโอเค เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวไปถามเจ้าของร้านก่อน กลับมามันเดินมาพร้อมของในมือ แล้วให้ราคาเราบอกว่า 1,250 หยวนเราก็ปฏิเสธมันถามว่าจะให้เท่าไหร่ พี่ออยล์ก็บอกว่า 1,200 นั่นแหละ มันลังเลซักพักแล้วก็ขายของ แต่หน้าคนขายตอนนั้นนะอารมณ์เซร็งเป็ดเลยว่าขายของ 3,000 ไม่ได้ ขายได้แค่ 1,200 หยวน จากนั้นก็ไปกินติ๋มซำกันที่ร้าน.......แถวหย่งเหอกง (วัดลามะ) กินเสร็จก็ไปเดินที่วัดลามะ วัดที่มีพระแกะสลักจากไม้จันทน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาจากวัดฝนตกค่ะ ก็เลยคิดว่าจะนั่งรอให้ฝนซาซักพัก ปรากฏว่าไม่ซาก็เลยวิ่งออกมา เจอร้านที่หน้าวัดขายร่มก็ซื้อร่มใหม่คันละ 10 หยวน จากนั้นก็อำลาพี่นิ่มกะพี่ออยล์กลับสู่นิวาสถานเทียนจิน ทริปนี้ก็จบลงด้วยความประทับใจคนจีน 1 วัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
เรื่องเล่าต่อไปจะเป็นปีนกำแพงเมืองจีนล่ะนะ 9月25日 เป็นเรื่องของการเอาตัวรอดวันนี้ขออนุญาต แทรกเรื่องสั้นก่อนเรื่องยาวคือทริปปักกิ่ง
เรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน 23 กันยายนที่ผ่านมา โดยเรื่องคาดว่าจะสิ้นสุด ณ วันเสาร์นี้ เรื่องมีอยู่ว่า คุณหนูนิต้า จองตั๋วรถไฟไปปักกิ่ง วันอาทิตย์นี้ เพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวซีอันกะพี่ออยล์ โดยจองตั๋วรถไฟไปปักกิ่งเพื่อพักบ้านพี่ออยล์ก่อน (พี่ที่รู้จักกันที่อังกฤษ เป็นเพื่อนยัยหนูโอ๊ด) เมื่อวันที่ 23 กันยายน หนูนิต้าก็ไปจองตั๋วรถไฟที่ตรงประตูซีเหมิน ซึ่งเป็นโรงแรม วันนั้นไปกะน้องนัท ซึ่งจองตั๋วไปเรียบร้อยแล้วกะแก๊งค์อีก 3 คน ซึ่งน้องเดินไปเพื่อเอาตั๋ว วันนั้นน้องก็ชวนว่า “พี่นิต้านั่งรถไปด้วยกันเหอะ” เราก็เอาก็เอาวะ มีเพื่อนไปด้วยดีก่าไปคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบแบบคราวที่แล้ว คนจองตั๋วรถไฟเยอะมากประมาณว่าเกินครึ่งร้อยได้มั้ง บรรยากาศข้างในสับสนวุ่นวาย เราก็ใช้ภาษาจีนอันกระท่อนกระแท่นของเราถามคนจีนว่าจะทำงัยบ้าง เค้าก็อธิบายเรา แถมช่วยดูให้ด้วยว่าเขียนถูกมะ ที่นี้เราก็เขียนเท่าที่เราเขียนได้ คือ ชื่อ วันที่ไป สถานที่ที่ไป แต่เว้นเรื่องหมายเลขรถไว้ เพราะไม่รู้ว่าไปตอนกี่โมง ก็ไปหาคนขาย เค้าก็ถามว่าเราเอากี่โมง เราก็เอาใบที่น้องจองให้เค้าดู เค้าก็ไม่ยอมดูแล้วก็ไปหยิบตารางรถมา น้องบอกว่า 15.20 น. เราก็เห็นปุ๊บชี้ปั๊บ จ่ายเงินไปเรียบร้อยก็นอนใจ จนกระทั่งวันนี้ 25 กันยายน ไปเอาตั๋ว เฮ้ยทำไมมันเป็นตั๋วกลับจากปักกิ่งเข้าเทียนจินวะ ก็เดินหน้าซีดไปเจอเพื่อนอินโดที่อยู่นี่มากว่า 4 ปีแล้ว ถามเค้าเพื่อความชัวร์ แล้วก็เดินไปหาคนขายตั๋วด้วยกัน คุยกันพักใหญ่ (โดยเพื่อนอินโดช่วยแปลจากภาษาอังกฤษเป็นจีน แล้วก็จีนเป็นอังกฤษ) เค้าก็ไปรื้อเอกสารกองโตที่มีชื่อเราอยู่ขึ้นมาแล้วก็บอกว่าเลขมันถูกแล้วนี่ เพื่อนเราก็ช่วยดูบอกไอ้ตัวหมายเลขรถที่เขียนมันไม่ใช่ลายมือเราอ่ะ เป็นความผิดของคนขายตั๋วนั่นแหละ เค้าก็เลยจำยอมต้องเปลี่ยนตั๋วให้ ซึ่งคาดว่าจะได้ตั๋ววันเสาร์นี้
ปล. นึกออกมั๊ย ว่าเป็นความผิดเราตอนไหน ใครนึกออกใส่คำตอบมา เดี๋ยวจะเฉลยให้ฟัง ฮ่าๆๆๆๆ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการเอาตัวรอดเล็กๆน้อยๆ โดยการปัดความผิด ว่าไม่ใช่ความผิดของเราบางทีก็จำเป็นนะ แต่อย่าทำบ่อยล่ะกัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 9月22日 เรื่องเล่าของวีซ่าหายกันไปนานเลยสำหรับ Nita: Life in Tianjin. คราวที่แล้วติดค้างกันที่เรื่องวีซ่าที่บอกว่าเรามีปัญหาใช่ป่าว วันนี้ก็จะมาเล่าแจ้งแถลงไขกันล่ะ
ปล. โอ๊ดแอบฝากแซวเราไว้ว่า เราเนี่ยมีปัญหากะการเข้าเมือง และเรื่องวีซ่าตลอดอ่ะ ตอนไปอังกฤษก็ทีนึงแล้ว
มาเล่าเรื่องวีซ่าจีนกันดีก่า
เรื่องมีอยู่ว่าเนื่องจากเราสมัครเรียนคอร์ส 1 ปีที่เทียนจิน ดังนั้นวีซ่าเราจะเป็นวีซ่า Type X ซึ่งต่างจากชาวบ้านชาวเมืองโดยสิ้นเชิง ซึ่งตอนที่อยู่เมืองไทยเนี่ยก็ได้เสียค่าวีซ่าไปแล้ว คิดว่า ประมาณ 1,000 บาท มั้ง ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด รวมค่าตรวจร่างกายที่เมืองไทยอีกประมาณ 2,xxx บาท เพราะวีซ่าหนึ่งปีที่ทำเนี่ยบังคับตรวจ วันที่ได้พาสพอร์ตคืน ในเล่มมีเขียนไว้ว่า You are require to go through the formalities in the local public security department within 30 days since the date of your entering China. สรูปก็คือ เราต้องไป Gong an(สถานีตำรวจ) เพื่อไปทำไรซักอย่าง (ที่จะเล่าต่อไป) ที่นั่นหลังจากเราเข้าประเทศจีนภายใน 30 วัน ซึ่งในทั้งหมด 14 ชีวิตของนักเรียนที่มาใหม่ ที่มาเรียนมหาวิทยาลัยเทียนจินนั้นมีเราคนเดียวที่สมัครมาเรียน 1 ปีเลย นอกนั้นสมัครครึ่งปีทั้งหมด วันแรกที่ไปลงทะเบียนเหล่าซือก็เรียกน้องคนนึง ซึ่งเป็นเด็กที่เรียนที่นี่มา 3 ปีแล้ว ให้พาเราไปกงอันวันรุ่งขึ้น ไปถึงเราก็ต้องเสียประมาณค่าพิสูจน์ Physical examination จำนวน 30 หยวน หลังจากนั้นก็นั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลเพื่อยื่นผลตรวจร่างกายจากเมืองไทย แต่อันนี้ขอบอกว่าเป็นความผิดตัวเองล่ะกันที่ไม่ได้เอาผลตรวจที่แพทย์ให้มามาจากเมืองไทย เราเอามาแต่ฟิล์มเอกซ์เรย์ ซึ่งหมอก็ไล่เรากลับบ้านและให้มาในวันรุ่งขึ้น วันรุ่งขึ้นเราก็นั่งรถแท็กซี่ไปกะน้องอีกทีที่โรงพยาบาลเพื่อไปตรวจสุขภาพ ก็ไม่อะไรมากเสียค่าตรวจร่างกายไป 452 หยวน ตรวจตั้งแต่น้ำหนัก ส่วนสูง การเคลื่อนไหวร่างกาย เอดส์ ปอด ช่องท้อง สายตา คลื่นหัวใจ เรียกว่าตรวจทุกอย่างที่ตรวจมาจากเมืองไทย ตรวจเสร็จหมอบอกว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ให้กลับไปรับผล ก็โอเค ครบ หนึ่งสัปดาห์ไปเอาผลตรวจที่โรงพยาบาลเรียกแท็กซี่ไปอีกแล้ว แล้วก็ไปหาเหล่าซือเพื่อเอาใบรับรองว่าเป็นนักเรียนจริงๆ ไปยื่นที่กงอัน (ก่อนหน้าที่จะไปเอาผลตรวจจากโรงพยาบาลได้คุยกะเหล่าซือแล้วว่าขอใบรับรองไปเลยได้มั๊ยจะได้ไม่เสียเวลาเทียวไปเทียวมา รวมกับค่าเดินทาง เหล่าซือบอกไม่ได้ เคืองสุดๆนะเนี่ย) ก็วันรุ่งขึ้นก็เอาผลตรวจ บวกหนังสือรับรองไปกงอัน งวดนี้พี่คนนึงชวนขี่จักรยานไป ก็นะอย่างที่เล่าในตอนที่แล้วว่าขาแทบจะหลุด ไกลมากกกกกก ไปถึงที่นั่นต้องเสียเงินอีกแล้วคับทั่น ค่าถ่ายรูป บังคับต้องถ่ายที่นี่เท่านั้นเนื่องจากต้องใข้บาร์โค้ด ก็เสียไปอีก 50 หยวน แล้วก็ยื่นเอกสารซึ่งคิวก็ยาวพอตัว พอถึงคิวยื่นเอกสารไป เจ้าหน้าที่บอกว่าเค้าให้วีซ่าเราแค่ 5 เดือน เนื่องจากเหล่าซือเขียนมาให้เท่านี้ คำถามเราเกิดขึ้นตอนนี้เนี่ยแหละ เพราะเราต้องจ่ายค่าเปลี่ยนวีซ่าที่นี่อีก 400 หยวน ซึ่งพอครบ 5 เดือน เราก็ต้องไปกงอันใหม่เพื่อเสียอีก 400 หยวน ซึ่งทั้งหมดนี่ยังไม่ได้รวมค่าเสียเวลา ค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสนะ ถ้าให้วีซ่าแค่ 5 เดือน ทำไมเราต้องมาเสียเงินเยอะแยะขนาดนี้ด้วยในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ได้วีซ่าครึ่งปี ราคา 1,000 บาท ทั้งปีก็ 2,000 บาท โดยไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มเติม เราเองเสียเงินที่ทำวีซ่าทั้งหมด 7,660 บาท (อันนี้ไม่รวมค่าตรวจร่างกายที่เมืองไทยนะ ถ้ารวมก็เฉียดๆ หมื่นบาทหรืออาจเกิน) สำหรับวีซ่าทั้งปีที่ยังไม่ได้รวมค่าเดินทางไปๆมาๆ ผลต่างมันเยอะมากเลย บอกตรงๆไม่เข้าใจระบบที่นี่อย่างแรง วันนั้นก็กลับมาที่หอด้วยความโกรธ ก็เลยไปคุยกะเหล่าซือ ได้ความว่า ปัจจุบันนี้ที่จีนจะไม่ให้วีซ่า 1 ปีสำหรับเด็กที่มาเรียนภาษา เค้าบอกว่าเมื่อเช้าเค้าส่งเด็กไปทำวีซ่า 2 คนเขียนไป 1 ปีที่กงอัน ก็ไม่ให้ ซึ่งไม่รู้ว่าที่เหล่าซือพูดนั้นเป็นความจริงหรือป่าว หรือแค่ปลอบใจเราเท่านั้น แล้วเค้าก็บอกว่า ถึงถ้าเราได้วีซ่า 1 ปีจริง ผลรวมของจำนวนเงินที่เราต้องเสียก็เท่ากันอยู่ดี เพราะวีซ่า 1 ปีราคา 800 หยวน เราก็ไม่รู้ว่าเหล่าซือเค้าคิดได้งัยว่ามันเท่ากัน มันไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด เพราะการเดินทางแต่ละครั้งมันมีค่าใช้จ่ายนะเหล่าซือ ไหนจะค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาสอีก นี่ยังไม่รวมถึง เงินเฟ้อ ที่จะทำให้เงินในอนาคตมีค่าลดลง รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอีก (เราไม่ใช่คนขี้งกนะ ขอแถลงไขไว้ก่อน แต่มันไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกต้องงัยน่ะเหรอ ก็เราไปทำทุกอย่างด้วยตัวเองหมดน่ะสิ เพราะเหล่าซือบอกให้เราไปทำเองเช่นนั้น แต่มีวันนึงหลังจากเรายื่นเรื่องวีซ่าแล้วเราได้รับโทรศัพท์จากเหล่าซืออีกคนมั้งว่าเราไปทำวีซ่ายัง เราบอกว่าเรายื่นไปแล้ว เค้าก็บอกว่าได้คืนเมื่อไหร่ ให้ไปหาเค้าด้วย แค่นั้นจบก็วางไป) ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นเพื่อนร่วมชั้นหายไป 4 คนได้ยินว่าไปตรวจร่างกายทำวีซ่า แต่นี่มีคนพาไป !!!
เอาเป็นว่าบทสรุปที่ได้คือ เราได้วีซ่าใหม่ของที่นี่เป็น Resident permit โดยยกเลิกวีซ่าเก่าที่ทำมาจากเมืองไทย (แล้วเสียเงินทำไปเพื่อ ??)
ก็ขอแนะนำแก่คนที่อ่านเรื่องเล่าของเราล่ะกัน ว่า
1. ไม่ควรสมัครเรียน 1 ปี สมัครครึ่งปีเสียค่าวีซ่าน้อยกว่าหลายเท่าตัว 2. ถ้าจะสมัคร 1 ปี สมัครที่อื่นเลย อย่ามาที่นี่ ได้ยินจากเพื่อนที่ปักกิ่งว่า ที่ยูเค้า เหล่าซือจัดการเรื่องให้จนเสร็จ ไม่ต้องวุ่นวายด้วยตัวเอง และยังได้วีซ่า 1 ปีด้วย 3. ถึงจะเอาผลตรวจมาจากเมืองไทยก็ได้ยินเรื่องเล่าจากเด็กรุ่นที่แล้วว่าต้องเสียเงินค่าแปลเอกสารอีกอยู่ดี
หมายเหตุ จำนวนเงินที่แปลงเป็นบาทแล้วเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 Yuan = 5 Baht
สุดท้ายนี้เราก็หวังว่าเราจะเป็นคนแรก และคนสุดท้ายที่เสียค่าวีซ่าเมืองจีนมหาศาลเท่านี้ ขอขอบคุณน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ U of Tianjin ทุกคนที่ไปเป็นเพื่อนทุกทีที่ต้องไปติดต่อกะราชการจีน ซึ่ง Service ดีเหลือรับประทาน และทุกคนที่คอยเป็นห่วงเป็นใยว่าเรื่องวีซ่าเราจะเป็นงัยบ้าง
ขอบคุณจริงๆ
เรื่องเล่าต่อไปจะเป็นครั้งแรกในปักกิ่ง กับน้ำใจที่ได้รับจากคนจีน
9月13日 ไม่ใช่เรื่องของคนบ้าเห่อสวัสดีเพื่อนๆที่ติดตาม Life in China ของเราทุกคน
วันนี้เรื่องที่เราจะนำเสนอก็ไม่ใช่ไรหรอกเพียงแต่ว่าเมื่อประมาณวันพุธเพิ่งได้ฤกษ์ถอยรถจักรยานส่วนตัวมือหนึ่งมาในราคา 210 หยวน (ติดตั้งตะกร้าเรียบร้อยแล้ว) อันนี้โฆษณาเล่นๆ และให้ราคาไว้เผื่อคนที่ซื้อหลังเราจะซื้อได้ถูกกว่า ถอยมาวันแรกก็ขี่แข่งกะ Aynie เพื่อนชาวอินโด ก็ยังไม่เป็นไรมาก ตอนเย็นก็ขี่จากที่พักไป Liu yuan (ที่พักห้องคู่ห่างจากที่พักเราเป็นระยะเวลา 15 นาทีเดินได้) เนื่องจากที่นั่นมีโต๊ะปิงปอง ก็ไปตีปิงปองกัน อืมตีเสร็จก็ขี่จักรยานกลับมาที่พัก ก็เริ่มรู้สึกนิดๆว่าเจ็บก้น ตื่นเช้ามาจะไปเรียนวันนี้มีคลาสที่ Liu yuan อีกเช่นเคย พอขึ้นขี่จักรยานปุ๊บ ความเจ็บปวดเมื่อวานที่มีอยู่เพียงน้อยนิดกลับกลายเป็นเจ็บมาก และไม่ใช่เจ็บก้นอย่างเดียว วันนี้ปวดทั้งตัวเลย เนื่องจากเมื่อวานโหมเล่นกี่ฬาหนักเกินนนนน.........
ตอนบ่ายหลังจากเลิกคลาส วันพฤหัส วันนี้ต้องไปกงอัน เพื่อดำเนินการเรื่องวีซ่า (ปัญหาเรื่องวีซ่าเนี่ยจะอัพเดทให้อีกตอนนึงล่ะกัน เป็นตอนสำคัญมากสำหรับคนที่คิดจะมาเรียนภาษา 1 ปีแบบเรา แต่ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนล่ะกัน) ก็เลยถามพีสว่าไปเป็นเพื่อนได้มั๊ย พีสตกลง แล้วก็พี่บุ๋มเสนอว่าขี่จักรยานกันไปป่าว เราก็อืม เอาก็เอาวะ จะได้จำทางกันได้ซะที และได้คุ้มค่าจักรยาน 210 หยวนด้วย เหมือนโดนหลอกป่าวหว่าขี่ไปกงอันจากมหาลัยเนี่ย ระยะทาง 35 นาทีจักรยาน (กี่กิโลเมตรไม่รู้นะ) รู้แต่ว่าตอนที่ขี่ขึ้นสะพานอ่ะขี่ไม่ไหว เลยต้องมาเดินลากจักรยานขึ้นสะพานซะงั้น) แต่พีส กะพี่บุ๋ม เนี่ยนักปั่นน่องเหล็กมากไม่มีอาการเหนื่อยหอบใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนเราเนี่ยหอบแดด หอบเหนื่อยไปหลายรอบ ถึงกงอันจัดการทำวีซ่าเสร็จ ก็ขี่จักรยานกลับมา พักในห้องพี่จูนได้ซักแป๊บ (โดนทักว่าไปออกศึกที่ไหนมาน้อง) ก็ต้องขี่ไป Liu yuan อีกแล้วเพื่อคุยกะเหล่าซือเรื่องวีซ่า (อันนี้ขี่ไปด้วยแรงแค้น) หลังคุยเสร็จก็ไปห้องพิมก้อย พิมทักว่านิต้าไปทำไรมา ขี่จักรยานแค่นี้กลับมาหน้าดำปี๋เลย เราก็เศร้าว่ะ จากนั้นก็เลยชวนกันออกไปซื้อของที่คาร์ฟูร์ (ระยะเวลาขี่จักรยานประมาณ 15 นาที) แต่คราวนี้จักรยานมีไม่ครบคน (สมาชิกประกอบด้วยเรา พิม ก้อย พี่จูน พีส and Aynie) เราก็เลยบอกก้อย ว่าเราให้ก้อยขี่ละกันเดี๋ยวเราซ้อน ส่วน Aynie เธอคิดงัยไม่รู้ เห็นว่าบ่นปวดขาก็เลยขอซ้อนจักรยานพีส (ก็ต้องขอชมเชยน้องพีสไว้ ณ ที่นี้เลยดีก่า น้องจ๋ากลับไปไปสมัครเป็นทีมชาตินักปั่นน่องเหล็กเหอะ ขี่ได้ทนจริงๆ ที่ไปคาร์ฟูร์เนี่ยให้ Aynie ตัวไม่เล็กขี่ซ้อนไปด้วยนะเนี่ย หลังจากไปออกรอบที่กงอันกะเรามาแล้ว นับถือจริงๆ) เพราะตอนนั้นบอกตรงๆขาแทบจะไม่มีแรงเดินแล้ว แต่ที่ต้องไปคาร์ฟูร์วันนี้ เพราะตึกข้างๆขายของพวกไอที ซึ่งเราจำเป็นต้องซื้อไมโครโฟนใหม่ เพราะอันที่หอบหิ้วกันมาจากอังกฤษ และเอาไปเที่ยวยุโรปด้วยกันนั้น มาบัดนี้ได้ถึงเวลาของมันที่จะดื้อดึงไม่ยอมทำงานแล้ว ก็ได้ Headset อันใหม่มาในราคา 25 หยวน โดยมี Aynie เป็นคน present เพราะเธอเพิ่งซื้อแบบนี้มาใช้เมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วเราก็มีความคิดที่จะซื้อเวบแคม เพราะวันก่อนน้องสาวต่อเวบแคมมาให้ดูความเป็นไปในชีวิตของเค้า เราก็เลยนึกอยากบ้าง ก็ได้เวบแคมคุณภาพดี ภาพชัดแจ๋วมาในราคา 80 หยวน จาก 95 หยวน (ตอนแรกคนขายก็บอกว่าขายราคานี้ไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ให้เรามาซะงั้น) คุณภาพดีขนาดไหน ไว้ทักเรามาล่ะกัน ไว้จะอวดให้ดู มีคนบอกว่าเห็นสิวทุกเม็ดเลย ว่ากันขนาดนั้น เดินในตึกไอทีเสร็จก็ไปเดินคาร์ฟูร์ต่อ จากนั้นก็ขี่จักรยานกันกลับบ้านพร้อมข้าวของกันอีกมากมายมหาศาล (ก็ไม่รู้ว่ากลับกันมาได้งัย) ประมาณทุ่มก่าแล้วหิวข้าวกันสุดตัว เพราะไปออกรอบมาก็เลยขอแวะระหว่างทางกินข้าว ก่อนที่ก้อยจะขี่จักรยานเราไปส่งเราที่หอ แล้วก็บอกก้อยว่าเอาจักรยานไปใช้ก็ได้นะ เพราะงัยพรุ่งนี้ก้อยต้องขี่มาเรียนที่ You yuan นิ ถึงห้อง ก็ขอเปิดซิงกล้อง พร้อม Headphone ซะหน่อยว่าใช้ได้ป่าว ปรากฏว่าคุณภาพดีเกินคาด (เป็นแบรนด์ของจีนทั้งคู่นะ) เห็นทีอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติ ต่อแบรนด์ของจีนซะแล้วล่ะมั้ง 9月4日 ย่ำแดนมังกร สู่นิวาศสถานเทียนจินได้ฤกษ์ขยับ msn space กันอีกแล้วคับทั่น แต่แรกตั้งใจไว้ว่ามาเรียนงวดนี้จะอัพเดทชีวิตในไฮฮ่า ปรากฏว่าที่นี่บล็อคไฮฮ่าซะงั้น แอบเซ็ง แต่เอาเหอะ เอ็มก็เอ็ม ไม่ได้อัพกันมานานชาติเศษได้ ต้องขอเท้าความกันตั้งแต่ออกจากเมืองไทยเลยล่ะกัน
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ตั้งใจโทรมาหาเราก่อนขึ้นเครื่องทุกๆคน สายแทบไหม้เลยอ่ะ ต้องบอกว่าโชคดีจิงๆที่แต่ละคนโทรมาได้จังหวะพอดิบพอดีมากเนื่องจากโทรมาหลังเราอาบน้ำเสร็จงี้ โทรมาหลังจากเราเดินไปข้างนอกงี้ ก็เลยทำให้รับสายได้ทุกคน แถมโทรมาได้ไม่ซ้ำจังหวะที่เราคุยกะคนอื่นด้วย
เนื่องจากเครื่องออกตอนตี 1.20 ดังนั้นพี่ชายก็เลยบอกว่าออกจากบ้านซะตอน 4 ทุ่มเศษ ล่ะกัน แต่ทำไปทำมาไหงออกจากบ้านตอน 4 ทุ่ม 37 นาทีได้งัยไม่รู้ ไปงวดนี้ไม่มีปะป๊า กะม.แม่ไปส่งเพราะไปเที่ยวกันสองตายายที่หลันโจว เฮียทั้งสองคนก็เลยเป็นธุระไปส่งให้ที่สนามบิน แต่ส่งอย่างเดียวนะ คือ เตะลงจากรถปุ๊บ บะบาย ลาก่อนเจอกันปีหน้า ไม่มีเข้าไปส่งในสนามบิน ณ เคาน์เตอร์ 10 เห็นแล้วอึ้งเหอะ ทำไมคนมันมหาศาลล้านแปดงี้ว้า ต่อคิวกันยาวยืด ทั้งๆที่นอกสนามบินไม่มีคนไม่มีรถเลย ด้วยความว่ามองไม่เห็น ไม่ได้ใส่แว่นก็เลยไปต่อคิวตรงกรุ๊ปทัวร์ซะงั้น ก็คิวมันสั้นสุดนี่หว่า ระหว่างรอก็มีโทรศัพท์ดังเข้ามาจากเจ้าหน้าที่ของ OREN
OREN: น้องวินิตาอยู่ไหนแล้วครับ
วินิตา : อยู่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วค่ะ ตรงเคาน์เตอร์แอร์ไชน่า ไลน์ที่ 5
OREN: เออ พี่เห็นน้องแล้ว
สายก็ตัดไป จากบทสนทนาคาดว่าจะเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงสนามบินนะ (ด้วยความใจเย็นของพี่ชายทั้งสอง)
ก็ชั่งน้ำหนักกระเป๋า สองใบได้ 34 กิโล ตามคาด (ได้น้ำหนักมา 40 แต่ไม่รู้จะขนไรไปดี จวบจนกระทั่งมาถึงเนี่ยแหละเราน่าจะเอานู่นมา เอานี่มา สารพัดไปหมด) ฮาคับทั่น
ผ่านพิธีการทั้งหมด ไปรอขึ้นเครื่องที่ Gate แอบฮาอีกแล้ว เจ้าหน้าที่ประกาศว่า ผู้โดยสารไชน่าแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ CA980 ที่จะไปกรุงปักกิ่งเตรียมขึ้นเครื่องได้แล้วค่ะ (เอ่อ สายการบินที่จะไปน่ะ แอร์ไชน่าค่ะพี่ ไม่ใช่ไชน่าแอร์ไลน์)ซักพักก็มีการประกาศแก้ หลังจากที่คนประกาศได้สติ
พอขึ้นเครื่องปุ๊บ กลิ่นแบบไชน่าก็ต้อนรับกันทันทีเลย เข้าใจใช่ป่าวว่าเป็นกลิ่นงัย กลิ่นแบบกลิ่นคนจีนเลยอ่ะ เราโดนจับยัดนั่งติดริมหน้าต่างด้านข้างเป็นคู่สามีภรรยา ฝรั่งกะนิโกล พอเครื่องยังไม่ทันขึ้นหรอก เราก็ปิดสวิทซ์หลับเลยเจ้าค่ะ นอนไปได้ซักแป๊บรู้สึกปวดฉี่ มองคนด้านข้างเห็นหลับปุ๋ยทั้งคู่ เลยไม่อยากปลุกก็เลยทนเอา จนกระทั่งประมาณตีห้าได้มั้ง ฟ้าเริ่มมีแสงแห่งรุ่งอรุณจางๆ ภรรยานิโกลตื่น ลุกไปข้างนอก เราก็เลยขอออกไปห้องน้ำซะหน่อย แต่ไม่เข้าใจเลยปวดฉี่ แต่ฉี่ไม่ออก ดูเหมือนเพราะร่างกายขาดน้ำด้วยป่าวไม่รู้น้ำปัสสาวะในร่างกายจึงโดนดูดกลับไปใช้ใหม่ แต่จิงๆแล้วส่วนหนึ่งที่ฉี่ไม่ออกก็สภาพห้องน้ำในเครื่องบินน่ะแหละ รุ่นสมัยแบบโบราณมาก ดูสกปรกงัยไม่รู้ มีน้ำเจิ่งนองที่พื้นด้วย นี่แค่บนเครื่องนะ ชีวิตอีก 1 ปีของฉันกะห้องน้ำที่จีน ไม่รู้จะทนได้แค่ไหน
มาถึงสนามบินปักกิ่ง ใหญ่โตอลังการมาก แต่ไม่มีงวงช้างให้เราลงง่ะ อ้อ บนเครื่องประกาศว่าวันนี้อากาศ ยี่สิบองศา แต่ลงมามันร้อนๆๆๆๆๆมาก ไม่ต่างจากกรุงเทพ แล้วก็รู้สึกอากาศมันชื้นๆด้วย แถมอีกอย่างฟ้าที่ปักกิ่งนี่โคตรอึมครึม ไม่เห็นแสงอาทิตย์เลย ต้องชมเชยกัปตันที่สามารถเอาเครื่องลงในสภาพอากาศที่อึมครึมเช่นนี้ได้
ลงจากเครื่องบินปุ๊บเค้าให้เรานั่งรถโค้ชไปตึกไรไม่รู้ซึ่งอยู่ไกลๆ จากนั้นก็เดินด้วยระยะทางกิโลแม้วผ่านการตรวจคนเข้าเมือง แล้วนั่งรถไฟไปเอากระเป๋า ดูเอาล่ะกันว่าสนามบินมันอลังขนาดไหน เท่าที่ทราบภายในระยะเวลาเร็วๆนี้ ปักกิ่งจะพยายามสร้างสนามบินให้ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (เทียบไม่ได้เลยกะสุวรรณภูมิของเรา)
ได้กระเป๋าเดินทางแล้วจะไปออกช่อง nothing to declare แต่ตม. ไม่ให้ให้เราไปช่อง declare เจ้าหน้าที่จีนคนนึงก็บอกให้เราเอากระเป๋าโน้ตบุ๊คกะกระเป๋าตังค์สแกน (ค่อยยังชั่ว ตอนแรกนึกว่าจะให้เอากระเป๋าใหญ่สแกนซะอีก) เดินออกไปข้างนอกก็มีเจ้าหน้าที่ OREN มาร้บ ชื่อพี่กิต นักเรียนไทยทั้งหมด 13 ชีวิต ก็เข็นกระเป๋าไปขึ้นรถที่ทางม.เทียนจินจัดส่งมาให้ ตอนขึ้นรถก็กลิ่นคนจีนลอยมาต้อนรับพวกเรากันอีกแล้ว นั่งรถสองชั่วโมงก็เล่นเกมส์ซ่อนตาดำกันเกือบทุกราย ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก่าๆ ก็มาถึง ม.เทียนจิน มีคนไทยที่มาเรียนเทอมก่อนหน้ามาต้อนรับ ช่วยเหลือด้วยความเป็นกันเอง (ขอบคุณนะค้าบ) เก็บกระเป๋าเสร็จก็ออกไปทานข้าวที่โรงอาหารในหลิวหยวน (ต้องบอกว่ารสชาติไม่ได้เรื่องเลย) จากนั้นก็ไปธนาคาร เพื่อเปลี่ยนรหัสลับบัตรเอทีเอ็ม ให้ลองคิดสภาพเด็กไทย 14 ชีวิต (มาเมื่อวานนี้ 2 คน) มะรุมมะตุ้มเข้าไปในแบงค์ขนาดเท่าตึกห้องแถวสองห้องแคบๆ จะเป็นงัย ใช้เวลาในการเปลี่ยนรหัสลับนานพอตัวก็เดินกลับไปลงทะเบียนเรียนที่มหาลัย พร้อมกะแยกชั้นตามระดับความสามารถ เราอยู่ D ban ระดับกลางขั้นต้น เนื่องจากเหล่าซือให้ดูหนังสือ E ban แล้วอ่านบ่รู้เรื่องเลย เหล่าซือแอบชมว่าทักษะการฟังกะการพูดดี (คงไม่ต้องบอกนะว่าทักษะการอ่านห่วยแตกมาก เพราะอ่านไม่ออก ถึงออกก็แปลไม่ได้) มีเรื่องแอบฮานิดส์นึง คำถามแรกที่เหล่าซือถามมาประมาณว่าเคยเรียนภาษาจีนที่ไหนมาก่อนป่าว ด้วยความเผลอ ตอบเป็นภาษาอังกฤษซะงั้น เหล่าซือก็งงไป 3 วิ แล้วเราก็ตอบใหม่เป็นภาษาจีน ลงทะเบียนเสร็จก็ไปกินข้าวเย็น ซึ่งต้องบอกว่าอร่อยก่าตอนกลางวัน เป็นพันๆเท่า
ขอบรรยายถึงสภาพห้องนอนในหอพักตัวเองหน่อยดีก่า มันเล็กและแคบมาก อารมณ์แบบเหมือนตอนอยู่เทนนิสคอร์ทเลยประมาณน้นต่างกันแค่ว่ามีห้องน้ำในตัว แต่ดูสกปรกอ่ะ แต่ด้วยความเหนื่อยคืนนั้นก็นอนทั้งอย่างนั้นโดยไม่ปัดกวาดอะไร (จิงๆเพราะติดอินเตอร์เนตได้ตั้งแต่วันแรกเนี่ยแหละ)
ขอสรุปซักหน่อยดีก่า
คิดถึงความเจริญที่อังกฤษกะกรุงเทพฯง่ะ มาอยู่นี่ได้รับรู้เลยว่าห้องพักที่อังกฤษดีก่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า
12月29日 Happy New Yearทิ้งบล็อกให้ร้างมานาน เกือบเน่าหรือป่าวเนี่ย เหตุที่ไม่อัพบลอคก็เพราะเนตอืดๆของที่บ้านเนี่ยแหละ มันไม่ทันใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ต้องมาแย่งสัญญาณเวลาที่พี่ชายทั้งสองนั่งเล่นเกมส์ World of Warcraft จะเรียกเวบเพจทีก็ไม่ต้องพูดเลย รอกันนานแสนนาน ช่วงนี้คนชอบถามข่าวคราวเหลือเกินว่าเราทำไร เอาให้ชัดเจนเลยนะ อาชีพ ตอนนี้คุณหนูมือปืนรับจ้าง สรุปง่ายๆ คือ ว่างงาน แต่ช่วยงานแม่เป็นครั้งคราว 555 จนท้ายสุดพ่อเริ่มรู้สึกกวนใจ เลยไล่ให้ไปเรียนภาษาจีนต่อ ก็เลยต้องมานั่งคิด เราอยากไปเรียนไหนกันแน่ระหว่าง จีน กับ ไต้หวัน ถ้าให้โหวด เพื่อนๆที่ไต้หวันก็บอกว่าไต้หวันแน่นอน เพื่อนที่จีน ก็โหวดในทางกลับกัน แต่จะบอกว่าทั้งสองที่มีสิ่งจูงใจเราต่างกันอยู่ คือ ไต้หวัน เพื่อนเยอะแยะ อาหารเหมือนเมืองไทย ความเจริญเหมือนกรุงเทพ หลับตาเดินในไทเปก็ยังถูก ข้อด้อย คือ เบื่อ เที่ยวมันมาหมดเกาะแล้ว ส่วนจีน จะมีการจัดโอลิมปิกเกมส์ในปีหน้า มีอีกหลายเมืองที่เรายังไม่เคยเที่ยว แต่ความเจริญ ความสะอาดของห้องน้ำ ความน่าวางใจของคุณภาพอาหาร และสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเนี่ยสิ ที่ตะขิดตะขวงใจ งัยก็ตามใครมีข้อคิดข้อเสนอไรก็โพสต์ไว้หน่อยแล้วกัน
สุดท้ายนี้ ก็สวัสดีปีใหม่ทุกคน ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆทั้งหลาย เจริญก้าวหน้าในการงาน การเรียนเน้อ อีกอย่างอย่าลืมให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพตัวเองล่ะ
Happy New Year
The year of rat
2008 9月9日 Happy Timeหุหุ ในที่สุดเวลาแห่งความสุขก็มาถึงแล้ว ส่งดิสเซอร์ไปแล้ว ก็เหลือแต่เตรียมตัวออกเที่ยวแล้ว น่าดีใจเนอะ ศุกร์ที่ 14 กันยานี้เราก็จะเริ่มออกเดินทางเที่ยวแล้ว ทริปนี้เดินทาง 5 ประเทศ โดยเริ่มจากฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ อิตาลี แล้วก็สวิสเซอร์แลนด์ จากนั้นเราก็จะกลับมาอยู่อังกฤษ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย เราจะถึงเมืองไทยวันที่ 13 ตุลาคมนะ ใครอยากเจอะอยากเจอกับเราก็ ที่สุวรรณภูมิตอนบ่าย 3 โมงกว่าๆ
แล้วเจอกันนะทุกคน
เตรียมตัวบ๊ายบายแล้วอังกฤษ 8月24日 Virus on my computerเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า แอนตี้ไวรัสของเราหมดอายุ แล้วมีวันหนึ่งขณะต่ออินเตอร์เนตอยู่ก็มีม้าไม้เมืองทรอยเข้ามาบุกรุกอินเตอร์เนตเรา เครื่องเราก็ขึ้นทันทีว่าให้สแกนไดร์ฟทั้งหมด เราก็สแกนเสร็จก็หาเจ้าม้าไม้ตัวนี้ไม่เจอ วันเวลาผ่านเลยไปได้ซักห้าวัน มีวันหนึ่งพี่คนหนึ่งทักมา พร้อมกับส่งโฟลเดอร์ my pic ผ่านทางเอ็ม แต่เราไม่ได้รับนะ หรือไม่ก็อาจมาจากไวรัสในโลกไซเบอร์ที่เราไปท่องมาก็ได้ ซึ่งทำให้เรามาสามารถเข้าเอ็มเอสเอ็นได้ โดยที่ทุกคนเห็นเราออนไลน์ แต่เค้าไม่สามารถทักเรา ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถคุยกับเพื่อนได้ คอมเราจะขึ้น error ตลอดเวลา ตอนนั้นก็คงคิดว่าเอ็มคงมีปัญหามั้ง ก็ไม่คิดไร พยายามดาวน์โหลดเวอร์ชั่นใหม่มาใช้ ปรากฏว่ามันขึ้น error ตลอดเวลาเหมือนเดิม ก็ยังไม่คิดว่าคอมตัวเองติดไวรัสนะ วันนั้นด้วยความว่าไม่มีไรทำก็เลยนั่ง write รูปลงแผ่นซีดี จนกระทั่งวันนี้ เช้ามาก็พยายามเข้าเอ็มเหมือนเดิม ปัญหาเดิมก็ยังคงปรากฏคือ เข้าได้ แต่ทักเพื่อนไม่ได้ เข้าเวบไซด์อื่นก็โหลดช้ามากจนกระทั่งขึ้น error ตลอดเวลาเหมือนเดิม แต่ใจเราก็ยังคงคิดว่าคนใช้อินเตอร์เนตเยอะมั้งทำให้การทำงานช้า จนกระทั่งได้คุยกับพี่คนหนึ่งเค้าบอกว่าสงสัยคอมเราจะติดไวรัสแล้วล่ะ นั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดอาการ paranoid เพราะยังมีรูปส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ write แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับไฟล์ ดิสเซอร์เทชั่น ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่ก็แอบวางใจอยู่เล็กๆเนื่องจากมีไฟล์เก็บอยู่ใน sent file ของ gmail เนื่องจากเพิ่งส่งดราฟท์แรกไปให้ซุป แล้วเมื่อได้ feedback กลับมาแล้วก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรกับชีวิตต่อ ตอนเย็นก็เลยไปหาพี่เอก ตอนแรกพี่เอกก็คิดว่าเพราะเราลงไฟล์เยอะเกินไปในไดร์ฟซีจึงทำให้เครื่องทำงานช้ามาก แต่หลังจากเช็คไปเช็คมา พี่เอกก็บอกว่าสงสัยเครื่องเราติดไวรัสชัวร์ ร้อยเปอร์เซนต์ เราก็พยายามหาวิธีการย้ายไฟล์รูปที่เหลืออยู่ออกมาให้ได้ ตอนแรกจะไรท์ลงแผ่น ปรากฏว่าโปรแกรม Nero ไม่ทำงาน ใช้ drag มาก็ไม่ได้ เพราะเครื่องไม่เห็นไดร์ฟ (อาการของเครื่องเมื่อวานนี้ก่อนปิดเครื่องยังไม่หนักเท่าวันนี้นะ) สุดท้าย usb drive ช่วยชีวิตสามารถย้ายรูปที่เหลือได้ ซึ่งก็ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ไวรัสไม่ได้เล่นงานรูปถ่ายเรานะ แต่คุณไวรัสเนี่ยได้ทำลายโปรแกรมเราเกือบทั้งหมดไม่ว่าจะออฟฟิศ เอ็มเอสเอ็น nero ฯลฯ ซึ่งไม่ได้เช็ค เพราะ format เครื่องไปก่อน
แล้วด้วยคำว่าบุญคุ้มหัว โชคดีอีกอย่างที่ได้ส่งไฟล์ดิสเซอร์เทชั่นเข้าไปไว้ในอีเมล์วไว้ก่อนแล้วไม่งั้น จะซวยหลายเด้ง สุดท้ายนี้ขอบคุณพี่เอกที่ช่วยลงโปรแกรมใหม่ให้ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่านี้ ขอบคุณกำลังใจจากพี่พั้นช์ที่บอกว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขได้
แล้วด้วยผลบุญจากการลงโปรแกรมใหม่ทำให้ตอนนี้ usb drive เราไม่ต้องถามทุกครั้งว่าคุณต้องการ install โปรแกรมก่อนหรือไม่ ซึ่งแต่ก่อนเสียบกระทั่ง mouse มันยังจะให้เราลงโปรแกรมเลย แล้วทุกครั้งที่เสียบ thumb drive มันก็จะหา port ไม่เจอทุกทีล่ะนะเว้นแต่ thumb ที่เคยลงโปรแกรมไว้กับเครื่องเมื่อสมัยนานมาแล้ว 8月22日 Trip to Brightonทัวร์เยี่ยมญาติ เอ๊ยไม่ใช่ทัวร์เยี่ยมเพื่อนคราวนี้จัดไปที่ไบรตันจ้า เมืองชายทะเลที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษห่างจากลอนดอนราวหนึ่งชั่วโมง เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีเกย์เยอะมาก ขนาดว่าในเวบแนะนำท่องเที่ยวยังมีกล่าวถึง แรงจูงใจในการไปครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากตั้งแต่มาอยู่อังกฤษยังไม่เคยไปเที่ยวไหนกับอริยาเพื่อนเก่าสมัยประถม ไม่สิอนุบาลเลยซักครั้ง ก็เลยนัดกันไปที่ไบรตัน โดยเราเดินทางจากเบอร์มิงแฮมไปไบรตันใช้เวลา สามชั่วโมงกว่า ส่วนอริยาใช้เวลาเดินทางประมาณ หนึ่งชั่วโมง
ไบรตันเมืองริมทะเลมีทะเลที่สวยพอตัว แต่เป็นทะเลที่ไร้หาดทรายเหมือนทะเลอังกฤษโดยทั่วไป เมื่อไปถึงที่ไบรตันขณะนั้นก็บ่ายโมงเศษแล้ว เราไปถึงก่อนอริยาประมาณห้านาทีได้ ก็เลยออกตรงไปหาของกินก่อน เพื่อนๆพี่ๆที่เคยไปไบรตันมาแนะนำร้านอาหารให้กินกันมากมายแต่เราก็เลือกได้เพียงร้านเดียวนั่นคือร้านริมทะเลใกล้ Pier ขายอาหารจำพวกซีฟู้ดทั้งหลายแหล่ ไหนๆก็มาอยู่อังกฤษตั้งนานใกล้กลับแล้วเรายังไม่เคยได้กิน lobster ซักครั้งก็เลยสั่งมากินซะเลย อ่ะมีรูปให้ดูยั่วน้ำลายด้านล่างด้วยนะจ๊ะ ในจานก็จะมีลอบสเตอร์ครึ่งตัว เนื้อปูหนึ่งก้าม และสลัดผัก จานนี้ราคา 15.xx ปอนด์ ก็เรียกว่าราคาสมน้ำสมเนื้ออยู่
อาหารจานค่อนข้างใหญ่สำหรับเรา ก็ทำเราอิ่มแปล้จนถึงมื้อเย็นได้ล่ะ ทานอาหารเสร็จก็ไปเดินเล่นที่ริมหาด และ Pier (ท่าเทียบเรือ) บนนี้ก็มีเครื่องเล่นเต็มไปหมดราวกับสวนสนุกก็ไม่ปาน แต่ถ้าให้เทียบกับ Llandudno ที่เวล์สแล้วล่ะก็ ที่นี่ยังเทียบไม่ติด ที่เวล์สสวยกว่าหลายเท่า อาจเป็นเพราะว่าเราชอบความสงบด้วยก็ได้ล่ะมั้ง ทำให้ประทับใจที่ Llandudno สุดฤทธิ์ หลังจากนั้นก็ไปเดินชม พาวิลเลี่ยน ที่ด้านนอกออกแนวอาหรับ แต่ขอโทษเหอะเสียเงินเข้าไปดูการตกแต่งภายในที่เป็นจีนสุดฤทธิ์ เห็นล่ะกลุ้ม เสียเงินเกือบหกปอนด์เพื่อดูการตกแต่งแบบจีน แต่ดีหน่อยว่ามันอลังการงานสร้างน่าดู
สรุปไบรตันเป็นเมืองที่น่าไปอยู่พอตัวแต่เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรจริงๆ เดินแค่ครึ่งวันก็หมดแล้ว เป็นเมืองที่ไม่สงบมาก ลักษณะบ้านเรือนสร้างแล้วดูรกๆไปหน่อย ทะเลค่อนข้างสวยทีเดียวถ้ามีแดดมากกว่านี้ แล้วคุณจะเอนจอยไบรตันมากขึ้นถ้าวันนั้นฝนไม่ตก และไปเที่ยวกันเป็นฝูงใหญ่
Tattoo and 2nd time in Edinburghเก็บตกจากงานแทตทูจ้า
มีเรื่องขำอยู่ว่าแต่ละคนที่ไปสกอตคราวนี้ต่างคนต่างบุ๊คตั๋วรถไฟกันเอง จึงได้ไปกันคนละรอบ โดยรอบแรกมีแฟลตเมตเราเอง และผองเพื่อนไต้หวัน จีน ส่วนรอบสองจะมีนิต้า แล้วก็เพื่อนไต้หวันอีกสองคน เรื่องของเรื่องก็คือตามตารางรถไฟแล้ว รอบเราจะออกหลังจากรอบแรกชั่วโมงนึง แต่ไปถึงเอดินเบอร์กช้ากว่าเจ็ดนาที แต่เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นว่ารถไฟรอบแรกดีเลย์ไปอีกหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นรถไฟรอบแรกใช้เวลาเดินทางไปเอดินเบอร์กมากกว่าเราถึงสองชั่วโมงเชียว
เรื่องที่สองอันนี้ไม่ขำ รถไฟขากลับดีเลย์ไปสิบห้านาที แต่ถึงจุดหมายปลายทางได้ตรงเวลาเป๊ะ แต่เราต้องต่อรถไฟกลับที่พักงัย ดังนั้นจะไม่มีเวลาซื้อตั๋วรถไฟใหม่ กะว่าถ้าเจอนายตรวจตั๋วก็จะซื้อเอาตรงนั้นเลยแล้วอ้างว่าไม่มีเวลาซื้อตั๋ว แต่ถ้าไม่มีนายตรวจก็เท่ากับว่าขึ้นรถไฟฟรี อ่ะนะ สรุปก็คือได้ขึ้นรถไฟฟรีจ้า
มากล่าวถึงงานแทตทูกันดีก่า แทตทูก็คือ การแสดงของทหารสกอตมาเป่าปี่สกอตให้ฟัง คล้ายๆพาเหรดยังงัยยังงั้น ปีนี้ก็มีหลายประเทศที่มาร่วมแสดงอาทิเช่น รัสเซีย ไต้หวัน ตรินิแดด แอนด์โตเบโก้ เยอรมัน เป็นต้น ก็การแสดงใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงได้
วันรุ่งขึ้นเราคนไทยสามคนก็ออกท่องเอดินเบอร์กโดยมีหนูโน้ตเป็นไกด์กิติมาศักดิ์ วันนี้อากาศบ่เป็นใจให้เที่ยวเท่าไหร่นัก เพราะฝนตกทั้งวันเลย ที่แรกที่ออกเดินทางไปก็ Ocean terminal ตอนแรกกะว่าจะไปเยี่ยมชมเรือรบที่จอดอยู่ซะหน่อย แต่กลายเป็นว่าคนเยอะมั่กมาก บวกกับค่าตั๋วแพงและพิจารณาแล้วว่าไม่มีอะไรก็เลยถ่ายรูปข้างนอกอย่างเดียว แล้วก็ช็อปปิ้งกัน นิต้าก็ได้เสื้อโค้ตมาใหม่หนึ่งตัว จากนั้นก็กลับไปพิพิธภัณฑ์ที่แสดงภาพวาด แล้วไป National museum of Scotland ดูเจ้าดอลลี่แกะโคลนนิ่ง ก่อนไปกินข้าวก็ช็อปปิ้งกันที่ไฮสตรีท
วันนี้ชาร์ลีนแอบเบี้ยวพวกเราสามคนด้วย เพราะเธอต้องการทำดิสเซอร์เทชั่น แต่เป็นว่าเจอคลาสเมตมาชวนไปเที่ยว เธอก็ออกไปโดยไร้ซึ่งแมสเสจมาบอกว่าเธอไม่ต้องการมาร่วมทานข้าวกับพวกเราสามสาวไทยแล้ว (แอบเคืองติ๊ดส์นึงนะเนี่ย)
วันสุดท้ายของเอดินเบอร์ก วันนี้ก็เดินกันไปถ่ายรูปที่ปราสาทเอดินเบอร์ก และชมเมืองเอดินเบอร์ก ไร้ซึ่งการเยี่ยมชมสถานที่ใดๆทั้งสิ้น แล้วก็ต่อด้วยการช็อปปิ้งกันบนไฮสตรีทอีกเหมือนเดิม
สรุปไปเอดินเบอร์กรอบนี้ไม่ประทับใจเท่ารอบแรก ไม่ได้เที่ยวที่ไหนเพิ่มเลย แต่อาหารมื้อที่โน้ตพาไปกินร้านนั้นอร่อยมากขอแนะนำ มันอยู่ในตึกที่หน้าตาเหมือนโบสถ์อยู่ทางขึ้นปราสาทเอดินเบอร์ก 8月17日 On a short breakเพิ่งจะส่ง ดราฟท์แรกไป ก็เลยมีเวลาพักผ่อนหายใจซักนิดส์นึง วันนี้ก็ไม่สิเมื่อวานวันพฤหัสได้ไปดู Cats the musical ที่ Hippodrome บัตรราคา 16.50 ปอนด์ นี่เป็นราคาสำหรับตั๋วนักเรียนนะเนี่ยก็ทำเอาเลือดซิบไปหน่อยนึง ก่อนเข้าไปดูก็ไปหม่ำอาหารกันก่อนที่ The Village กินกัน 6 คน มี พลอย พี่นุ่ม พี่พั้นช์ พี่โบว์ แล้วก็ติ๊บ สั่งอาหารไป ห้าอย่างมี ผัดผักบุ้ง (ใส่กะปิด้วย) ปลาและเต้าหู้เป็นหม้อร้อน หมูผัดตะไคร้ที่รสชาติเป็นต้มยำ หมูแดงและเป็ดย่าง สุดท้ายก็ปลาหมึกทอดผัดพริกเกลือ ก็อิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็เดินไปดูละครเพลง มันเป็นโชว์ที่อลังการพอควร นักแสดงจะทั้งร้อง ทั้งเต้น เท่าที่เข้าใจเพลง memory น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากละครเพลงนี้นี่เอง ในช่วงแรกๆ ด้วยความที่ว่ากินอิ่ม ตาก็เลยหนัก เกือบหลับไปแน่ะ จนกระทั่งมีฉากที่แมวสองตัวตีลังกาไป สี่ตลบติดต่อกันก็เลยตื่น มีช่วงเบรคนึงของละครเป็นฉากโจรสลัด นักแสดงแต่งตัวยังกะรำไทย เนื่องจากมี helmet ที่เหมือนชฎาด้วย แล้วก็มีฉากฟันดาบสองมือ ซึ่งแอบเห็นว่าเหมือนนักแสดงรำไทยอ่ะ นอกจากนี้ท่าเต้นก็เหมือนหนุมานอย่างไม่มีผิด โดยรวมของละครเรื่องนี้นะ เราแอบดูไม่เข้าใจหลายจุดอยู่แต่ประทับใจเรื่องการเต้นรำเนี่ยแหละ professional มากๆ
แผนเที่ยวต่อไปก็คือวันศุกร์ออกเดินทางไปสกอตแลนด์ไปงาน Tattoo และเยี่ยมเยียนนู๋โน้ต ไว้เป็นงัยจะกลับมาเล่านะ ส่วนวันอังคารก็มีแผนไปเที่ยวไบรตัน เพื่อเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนประถม "อริยา" นั่นเอง 6月28日 North Walesมหาลัยจัดทริปไป North Wales โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 19 ปอนด์ (ค่าเดินทาง บวกค่าเข้าชมในบางสถานที่) ก็ไปสิคะ ถูกแบบนี้หาได้ที่ไหน ก็เลยชวนหนูโอ๊ดไปเที่ยวด้วยกันด้วย เป็นครั้งที่ 2 นะตั้งแต่มาอยู่อังกฤษที่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน ครั้งแรกตอนไปเคมบริดจ์ หนูโอ๊ดเลยต้องอพยพมานอนที่บ้านเราหลังจากไปทำบุญกันที่วัดสังฆทาน และงานวันเกิดน้องโพธิ์ เด็กวัดลูกครึ่งอิตาเลียนที่มาเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษที่เบอร์มิงแฮม แต่อาศัยหลับนอนอยู่ ณ ที่วัด การเดินทางเริ่มในวันที่ 24 มิถุนายน ล้อเคลื่อน 8 โมง แต่ 7.50 น. ยังอยู่กันที่หอเลย หนูโอ๊ดแต่งตัวช้ามั่กมากส์ แต่ท้ายสุดเราก็จับรถโค้ชกันทันนะ วันนี้ฟ้าไม่เป็นใจให้พวกเรามาเที่ยวกันเท่าไหร่นัก ฝนตกทั้งวันเลย แต่เวลานั่งอยู่ในรถโค้ชดันไม่ตกนะ ฮึ่ม เราก็เลยโทษว่าเป็นความผิดของเด็กญี่ปุ่น คือ โยชิ กะ อากิ ว่าไม่ยอมทำ Teru Teru bozu หรือตุ๊กตาไล่ฝนน่ะเอง ประมาณ 11 โมงเศษ เราก็ไปถึง Conwy castle กัน เด็กญี่ปุ่น 2 คน อากิ โยชิ เอ๊ยไม่ใช่ร้านอาหารบุฟเฟต์ญี่ปุ่นในเมืองไทยนะ (ลูกเจ้าของร้านนี้มาเรียนที่เบอร์มิงแฮมปีเดียวกะเราล่ะ) แอบกระซิบกันว่า เอ เราเสียเงินกันเพื่อมาดูหินโสโครกพวกนี้เหรอเนี่ย มันเป็น ปราสาทที่ปรักหักพังแล้วอ่ะ แต่เมื่อขึ้นไปบนปราสาทก็จะเห็นวิวทะเลกัน จากนั้นก็ไปเดินชมเมืองกันซักติ๊ดส์นึง เพราะเวลาไม่ทัน ก็ได้ไปถ่ายรูปกับบ้านที่เล็กที่สุดในอังกฤษ บ่ายโมงก็เคลื่อนย้ายต่อกันไปที่ Penrhyn castle ในความเห็นเรา มันเป็นปราสาทที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษเลยล่ะ พอๆกะที่ Windsor castle แต่น่าเสียดายเค้าไม่ยอมให้ถ่ายรูปความอลังการข้างในของปราสาท แต่จะแอบเล่าให้ฟังนิดส์นึงว่าตามบันไดที่จับ ผนัง ล้วนแกะสลักทั้งสิ้น จากนั้นตอนเย็นเข้าก็ให้เราไปเดินเล่นชายทะเลที่ Llandudno ไปดู Pier ก็เป็นชายทะเลที่สวยดี เดินแล้วมีความสุข ฝนก็หยุดตก (อากาศเป็นใจครั้งแรกให้เดินเที่ยวเลยนะเนี่ย) สไลด์ที่ขึ้นให้เนี่ยเป็นความพยายามของเรากะโอ๊ดที่จะถ่ายรูปตอนกระโดด เราก็เลยทำให้ดูเป็นภาพต่อเนื่อง ส่วนภาพทั้งหมดในเวล์สไว้จะลงให้อีกทีนะก๊ะ
ผู้ร่วมเดินทางทริปนี้ Nita, Oat, Vivi, Jiab, Aki, Yoshi, Rania, Sharlene, Nuch, Noon and others
6月19日 ทำงาน หาตังค์ไปทำไมหว่าตั้งชื่อเรื่องไว้แบบนี้แล้ว ใครหลายคนคงถามว่าเราไม่อยากได้ตังค์เหรอ จริงๆแล้วเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเราไปสมัครงานที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในเบอร์มิงแฮม จุดประสงค์ในการทำงานครั้งนี้ไม่ได้เพื่อเงิน แต่เพื่อเป็นการ.....(เอาไว้บอกหลังไมค์นะ) แต่คิดว่าหลายคนคงรู้ ที่ตั้งหัวข้อนี้ก็เพราะ เราทำงานหาตังค์ได้ใช่มั๊ย แต่เราไม่มีเวลาไปใช้เงินดิ อ้าวงงอ่ะเด่ะว่าไหงเป็นงั้น เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าตอนแรกวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศใช่มั๊ย แล้วเราก็จะเก็บตังค์นี้สำหรับเที่ยวงัย แต่ตอนนี้แผนล้ม เนื่องมาจากหลายสาเหตุ ก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาตังค์ไปทำไรดี (ไม่ต้องมาขอเรานะ) บวกกับว่ากะลังปั่น ดิสเซอร์เทชั่น ด้วยทำให้บ่มีเวลาออกไปใช้ตังค์ แต่ท้ายสุดแล้วนะ หลังจากนั่งคิดไปคิดมาสงสัยเงินที่ได้มาเนี่ยคงหมดไปกับการออกเดินทางเก็บข้อมูลทำ ดิสเซอร์ เนี่ยแหละ อ้าวไอ้ที่จะบอกหลังไมค์เลยเฉลยอยู่ตรงนี้ซะงั้น รู้แล้วก็อย่าหลุดปากไปล่ะ เก็บเงียบไว้นะ
แอบเล่าเรื่องที่ไปทำงานมาให้ฟังนิดส์นึง เราไปสมัครงานพร้อมกับคนไทยอีก 3 คน ไม่รวมเรา มี เบลล์ ตอง และพี่วี เจ้าของร้านให้เรา trial กันคนละวัน เริ่มด้วยเราวันจันทร์แล้วไล่ไปเรื่อยๆตามวัน พี่วีได้ทำสองวันซ้อน คือ พฤหัส และศุกร์ ส่วนเบลล์กับตองก็ได้ทำรอบสองไปแล้ว ขาดแต่เราคนเดียวที่ทำไปครั้งเดียวแล้วที่ร้านก็ไม่ได้เรียกอีกเลย ก็งงล่ะครับทั่น หรือเค้าไม่เอาเราหว่า (อย่านะ ไม่งั้น จะซวย 2 เด้ง) ทำไปทำมาวันจันทร์ 2 ทุ่ม พี่วีก็โทรมาบอกว่า ผู้จัดการร้านโทรมาบอกว่าเรามีกะทำวันนี้ แต่เค้าติดต่อเราไม่ได้ (เค้าพูดว่างั้น) ด้วยความสัตย์จริงตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้วที่เราทำงานมาบ่มี โทรศัพท์มาติดต่อเราไปทำงานเลยนะ เราโทรกลับไปที่ร้านขณะนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่มกะเศษอีกนิด เค้าบอกว่าตามใจเราว่าวันนี้จะเข้าไปทำหรือไม่แต่ถ้าเข้าไปทำต้องไปให้ถึงร้านตอน 2 ทุ่มครึ่ง เอาล่ะสิ อืมนะ ไปก็ไป ก็จัดการแต่งตัวภายใน 3 นาทีแล้ววิ่งไปสถานีรถไฟ ถึงที่นั่น 2 ทุ่ม 10 นาที เช็คแล้วรถไฟมา 2 ทุ่ม 12 นาที ก็นั่งขบวนนั้นไปถึง Five ways ประมาณ 2 ทุ่ม 20 นาที ดังนั้นเรามีเวลาเดินไปที่ร้านทั้งหมด 10 นาทีกับระยะทางประมาณ หัวลำโพงถึง สามย่าน ประมาณนั้น ก็ทั้งวิ่งทั้งเดินเร็ว ใช้พลังงานทั้งหมดทีมี สรุปก็คือ ทำได้ค่ะ ถึงร้านพอดีเด๊ะ 2 ทุ่มครึ่ง ก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เริ่มงานครั้งที่สอง ผู้จัดการบอกให้ตามติดพี่คนไทยคนนึงที่สอนงานเราเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่เมื่อวานไม่ได้ตามอ่ะ ก็เลยเริ่มงานในส่วนของเราเอง วันนี้มีเรื่องเซอร์ไพร์สก็คือ เจ้าของร้านบอกว่าเรามีบัญชีเราแล้วนะ ซึ่งโดยปกติคนอื่นจะได้ช้ากว่านี้มาก เราทำครั้งที่สองก็ได้แล้ว อืมเร็วโคตร แล้วเค้าก็ถามว่าวันเสาร์เราว่างมั๊ยจะให้เข้าไปทำ เราก็ตกปากรับคำไปแล้ว ก่อนที่จะไปดูตารางทำงาน เข้าไปดูแล้วช็อคพ่ะย่ะค่ะ เรามีกะให้ทำอีกทีวันพุธ (เต็มกะ) วันพฤหัส (4 ชั่วโมง) อึ้ง รู้งี้บอกว่าวันเสาร์ไม่ว่างดีก่า ทำงานเยอะไปจนจะไม่มีเวลาทำดิสเซอร์ แถมวันอาทิตย์จะไปนอร์ธเวล์สกับเพื่อนอีก เมื่อวานนี้ในร้านคนไม่เยอะเท่าใดนัก ผู้จัดการก็เลยให้เรากลับตอน ห้าทุ่ม แล้วก็กำชับว่างวดหน้ากรุณาเช็คตารางเวรด้วยนะจ๊ะ ชั้นไม่สะดวกที่จะโทรศัพท์แจ้งเธอทุกครั้งนะ เราก็ตอบรับ เจ้าค่ะ (ก็ตอนแรกคุณเจ้าของร้านบอกจะโทรบอกเรานิ เราก็เลยไม่กระเสือกกระสนไปเช็ค ประกอบกับเบลล์บอกว่าเรามีกะวันพฤหัส อีชั้นก็วางใจน่ะสิ) ขากลับไปสถานีรถไฟ เราก็หลงทางตามเคย เนื่องจากมันเป็นวงเวียน แล้วเราจำไม่ได้ว่าเราต้องขึ้นช่องไหน ก็ขึ้นไปช่องนึงก่อน ก็รู้สึกเอ๊แถวนี้ไม่คุ้นแฮะ ก็วิ่งไปช่องอื่นอีก ก็ไม่คุ้นอีก เผอิญเจอฝรั่งคนนึงเดินมา เราก็เลยถาม เอ่อเราจะไปสถานีรถไฟน่ะ เราต้องไปทางไหนเหรอ เค้าก็อืม เค้าคิดว่าทางนั้นนะ แต่ไม่แน่ใจ เค้าเพิ่งมาอยู่ได้ 6 เดือนเท่านั้น เราก็อืมทำงัยดี รถไฟจะหมด ตอน ห้าทุ่ม ครึ่งประมาณนั้น แต่ตอนนั้นก็ห้าทุ่ม 20 เข้าไปแล้ว เค้าก็บอกว่าตามเค้าไปเดี๋ยวเค้าจะถามให้ ก็เข้าไปในโรงแรมแมริออท พนักงานเคาน์เตอร์ก็ออกมาชี้ให้ เราก็รีบขอบคุณทั้งสองคน แล้วก็ออกวิ่งไปที่สถานี ณ บัดนั้น ถึงที่สถานีประมาณ 5 ทุ่ม 25 นาที ก็ดู อืมรถไฟยังไม่มา จะมาตอน 5 ทุ่ม 38 นาที เราก็อืม รู้งี้ไม่น่าวิ่งมาเลยอ่ะ ก็ถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับบอกตัวเองว่าทำดิสเซอร์พรุ่งนี้นะ เหนื่อยง่วงนอน |
|
|