Salsa 的个人资料Salsa shop照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
9月22日 เรื่องเล่าของวีซ่าหายกันไปนานเลยสำหรับ Nita: Life in Tianjin. คราวที่แล้วติดค้างกันที่เรื่องวีซ่าที่บอกว่าเรามีปัญหาใช่ป่าว วันนี้ก็จะมาเล่าแจ้งแถลงไขกันล่ะ
ปล. โอ๊ดแอบฝากแซวเราไว้ว่า เราเนี่ยมีปัญหากะการเข้าเมือง และเรื่องวีซ่าตลอดอ่ะ ตอนไปอังกฤษก็ทีนึงแล้ว
มาเล่าเรื่องวีซ่าจีนกันดีก่า
เรื่องมีอยู่ว่าเนื่องจากเราสมัครเรียนคอร์ส 1 ปีที่เทียนจิน ดังนั้นวีซ่าเราจะเป็นวีซ่า Type X ซึ่งต่างจากชาวบ้านชาวเมืองโดยสิ้นเชิง ซึ่งตอนที่อยู่เมืองไทยเนี่ยก็ได้เสียค่าวีซ่าไปแล้ว คิดว่า ประมาณ 1,000 บาท มั้ง ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด รวมค่าตรวจร่างกายที่เมืองไทยอีกประมาณ 2,xxx บาท เพราะวีซ่าหนึ่งปีที่ทำเนี่ยบังคับตรวจ วันที่ได้พาสพอร์ตคืน ในเล่มมีเขียนไว้ว่า You are require to go through the formalities in the local public security department within 30 days since the date of your entering China. สรูปก็คือ เราต้องไป Gong an(สถานีตำรวจ) เพื่อไปทำไรซักอย่าง (ที่จะเล่าต่อไป) ที่นั่นหลังจากเราเข้าประเทศจีนภายใน 30 วัน ซึ่งในทั้งหมด 14 ชีวิตของนักเรียนที่มาใหม่ ที่มาเรียนมหาวิทยาลัยเทียนจินนั้นมีเราคนเดียวที่สมัครมาเรียน 1 ปีเลย นอกนั้นสมัครครึ่งปีทั้งหมด วันแรกที่ไปลงทะเบียนเหล่าซือก็เรียกน้องคนนึง ซึ่งเป็นเด็กที่เรียนที่นี่มา 3 ปีแล้ว ให้พาเราไปกงอันวันรุ่งขึ้น ไปถึงเราก็ต้องเสียประมาณค่าพิสูจน์ Physical examination จำนวน 30 หยวน หลังจากนั้นก็นั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลเพื่อยื่นผลตรวจร่างกายจากเมืองไทย แต่อันนี้ขอบอกว่าเป็นความผิดตัวเองล่ะกันที่ไม่ได้เอาผลตรวจที่แพทย์ให้มามาจากเมืองไทย เราเอามาแต่ฟิล์มเอกซ์เรย์ ซึ่งหมอก็ไล่เรากลับบ้านและให้มาในวันรุ่งขึ้น วันรุ่งขึ้นเราก็นั่งรถแท็กซี่ไปกะน้องอีกทีที่โรงพยาบาลเพื่อไปตรวจสุขภาพ ก็ไม่อะไรมากเสียค่าตรวจร่างกายไป 452 หยวน ตรวจตั้งแต่น้ำหนัก ส่วนสูง การเคลื่อนไหวร่างกาย เอดส์ ปอด ช่องท้อง สายตา คลื่นหัวใจ เรียกว่าตรวจทุกอย่างที่ตรวจมาจากเมืองไทย ตรวจเสร็จหมอบอกว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ให้กลับไปรับผล ก็โอเค ครบ หนึ่งสัปดาห์ไปเอาผลตรวจที่โรงพยาบาลเรียกแท็กซี่ไปอีกแล้ว แล้วก็ไปหาเหล่าซือเพื่อเอาใบรับรองว่าเป็นนักเรียนจริงๆ ไปยื่นที่กงอัน (ก่อนหน้าที่จะไปเอาผลตรวจจากโรงพยาบาลได้คุยกะเหล่าซือแล้วว่าขอใบรับรองไปเลยได้มั๊ยจะได้ไม่เสียเวลาเทียวไปเทียวมา รวมกับค่าเดินทาง เหล่าซือบอกไม่ได้ เคืองสุดๆนะเนี่ย) ก็วันรุ่งขึ้นก็เอาผลตรวจ บวกหนังสือรับรองไปกงอัน งวดนี้พี่คนนึงชวนขี่จักรยานไป ก็นะอย่างที่เล่าในตอนที่แล้วว่าขาแทบจะหลุด ไกลมากกกกกก ไปถึงที่นั่นต้องเสียเงินอีกแล้วคับทั่น ค่าถ่ายรูป บังคับต้องถ่ายที่นี่เท่านั้นเนื่องจากต้องใข้บาร์โค้ด ก็เสียไปอีก 50 หยวน แล้วก็ยื่นเอกสารซึ่งคิวก็ยาวพอตัว พอถึงคิวยื่นเอกสารไป เจ้าหน้าที่บอกว่าเค้าให้วีซ่าเราแค่ 5 เดือน เนื่องจากเหล่าซือเขียนมาให้เท่านี้ คำถามเราเกิดขึ้นตอนนี้เนี่ยแหละ เพราะเราต้องจ่ายค่าเปลี่ยนวีซ่าที่นี่อีก 400 หยวน ซึ่งพอครบ 5 เดือน เราก็ต้องไปกงอันใหม่เพื่อเสียอีก 400 หยวน ซึ่งทั้งหมดนี่ยังไม่ได้รวมค่าเสียเวลา ค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสนะ ถ้าให้วีซ่าแค่ 5 เดือน ทำไมเราต้องมาเสียเงินเยอะแยะขนาดนี้ด้วยในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ได้วีซ่าครึ่งปี ราคา 1,000 บาท ทั้งปีก็ 2,000 บาท โดยไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มเติม เราเองเสียเงินที่ทำวีซ่าทั้งหมด 7,660 บาท (อันนี้ไม่รวมค่าตรวจร่างกายที่เมืองไทยนะ ถ้ารวมก็เฉียดๆ หมื่นบาทหรืออาจเกิน) สำหรับวีซ่าทั้งปีที่ยังไม่ได้รวมค่าเดินทางไปๆมาๆ ผลต่างมันเยอะมากเลย บอกตรงๆไม่เข้าใจระบบที่นี่อย่างแรง วันนั้นก็กลับมาที่หอด้วยความโกรธ ก็เลยไปคุยกะเหล่าซือ ได้ความว่า ปัจจุบันนี้ที่จีนจะไม่ให้วีซ่า 1 ปีสำหรับเด็กที่มาเรียนภาษา เค้าบอกว่าเมื่อเช้าเค้าส่งเด็กไปทำวีซ่า 2 คนเขียนไป 1 ปีที่กงอัน ก็ไม่ให้ ซึ่งไม่รู้ว่าที่เหล่าซือพูดนั้นเป็นความจริงหรือป่าว หรือแค่ปลอบใจเราเท่านั้น แล้วเค้าก็บอกว่า ถึงถ้าเราได้วีซ่า 1 ปีจริง ผลรวมของจำนวนเงินที่เราต้องเสียก็เท่ากันอยู่ดี เพราะวีซ่า 1 ปีราคา 800 หยวน เราก็ไม่รู้ว่าเหล่าซือเค้าคิดได้งัยว่ามันเท่ากัน มันไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด เพราะการเดินทางแต่ละครั้งมันมีค่าใช้จ่ายนะเหล่าซือ ไหนจะค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาสอีก นี่ยังไม่รวมถึง เงินเฟ้อ ที่จะทำให้เงินในอนาคตมีค่าลดลง รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอีก (เราไม่ใช่คนขี้งกนะ ขอแถลงไขไว้ก่อน แต่มันไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกต้องงัยน่ะเหรอ ก็เราไปทำทุกอย่างด้วยตัวเองหมดน่ะสิ เพราะเหล่าซือบอกให้เราไปทำเองเช่นนั้น แต่มีวันนึงหลังจากเรายื่นเรื่องวีซ่าแล้วเราได้รับโทรศัพท์จากเหล่าซืออีกคนมั้งว่าเราไปทำวีซ่ายัง เราบอกว่าเรายื่นไปแล้ว เค้าก็บอกว่าได้คืนเมื่อไหร่ ให้ไปหาเค้าด้วย แค่นั้นจบก็วางไป) ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นเพื่อนร่วมชั้นหายไป 4 คนได้ยินว่าไปตรวจร่างกายทำวีซ่า แต่นี่มีคนพาไป !!!
เอาเป็นว่าบทสรุปที่ได้คือ เราได้วีซ่าใหม่ของที่นี่เป็น Resident permit โดยยกเลิกวีซ่าเก่าที่ทำมาจากเมืองไทย (แล้วเสียเงินทำไปเพื่อ ??)
ก็ขอแนะนำแก่คนที่อ่านเรื่องเล่าของเราล่ะกัน ว่า
1. ไม่ควรสมัครเรียน 1 ปี สมัครครึ่งปีเสียค่าวีซ่าน้อยกว่าหลายเท่าตัว 2. ถ้าจะสมัคร 1 ปี สมัครที่อื่นเลย อย่ามาที่นี่ ได้ยินจากเพื่อนที่ปักกิ่งว่า ที่ยูเค้า เหล่าซือจัดการเรื่องให้จนเสร็จ ไม่ต้องวุ่นวายด้วยตัวเอง และยังได้วีซ่า 1 ปีด้วย 3. ถึงจะเอาผลตรวจมาจากเมืองไทยก็ได้ยินเรื่องเล่าจากเด็กรุ่นที่แล้วว่าต้องเสียเงินค่าแปลเอกสารอีกอยู่ดี
หมายเหตุ จำนวนเงินที่แปลงเป็นบาทแล้วเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 Yuan = 5 Baht
สุดท้ายนี้เราก็หวังว่าเราจะเป็นคนแรก และคนสุดท้ายที่เสียค่าวีซ่าเมืองจีนมหาศาลเท่านี้ ขอขอบคุณน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ U of Tianjin ทุกคนที่ไปเป็นเพื่อนทุกทีที่ต้องไปติดต่อกะราชการจีน ซึ่ง Service ดีเหลือรับประทาน และทุกคนที่คอยเป็นห่วงเป็นใยว่าเรื่องวีซ่าเราจะเป็นงัยบ้าง
ขอบคุณจริงๆ
เรื่องเล่าต่อไปจะเป็นครั้งแรกในปักกิ่ง กับน้ำใจที่ได้รับจากคนจีน
评论 (2)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://nitanoic.spaces.live.com/blog/cns!610C2F014A24B2CB!4452.trak 引用此项的网络日志
|
|
|