Salsa 的个人资料Salsa shop照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
10月6日 ทริปแรกของการเดินทางคนเดียวไปปักกิ่งกับน้ำใจของคนจีนหายไปนานอีกแล้ววววว สำหรับ Nita: Life in Tianjin เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวที่ติดค้างกันไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ที่หายไปนานขนาดนี้เพราะ 1. เนตที่ห้องมีปัญหา ด้วยความฉลาดของเราที่ไป disable local area connection 2. ทริปต่างเมืองตอนวันหยุดยาวซีอัน
เริ่มเรื่องเลยดีก่า ครั้งแรกของการไปปักกิ่งคนเดียวของเรานั้นเกิดขึ้นมาจากต้องการซื้อ Talking dictionary ซึ่งเดินดูในเทียนจินแล้วมีแต่รุ่นที่ไม่ต้องการ แถมมีรุ่นให้เลือกน้อยอีก ก็เลยตัดสินใจเดินทางไปปักกิ่งกระทันหันมาก ไปโดยไม่มีข้อมูลใดๆทั้งสิ้น ไม่รู้แม้แต่ว่าสถานี้รถไฟอยู่ไหน นั่งรถอะไรไปถึงได้ ก็ได้ถามพวกเพื่อนที่อยู่มาแล้วแต่เหมือนว่าก่อนหน้านี้สถานีเทียนจินปิดก็เลยไม่มีใครเคยไปประมาณนั้น แล้วก็เหมือนได้ยินมาว่าให้ไปสถานีเทียนจินซี ดังนั้นเช้าวันเสาร์นิต้าก็เลยเดินออกจากที่พักด้วยใจระทึกว่าจะไปถึงปักกิ่งปลอดภัยมั๊ย เดินไปที่ป้ายรถเมล์เจอเด็กจีนสองคนนั่งอยู่ที่ป้ายก็เลยถามไถ่ว่าจะไปเทียนจินซีจ้านเนี่ยไปสายไร เค้าก็บอกมา แต่ตอนนี้จำเลขไม่ได้แล้ว แล้วก็ถามเค้าว่าลงป้ายไหน เค้าก็บอกว่าป้ายสุดท้าย ไปถึงสถานีเทียนจินซี โอ้ว คนต่อคิวซื้อตั๋วรถไฟมากมายก่ายกอง เราก็เอาวะถอยไม่ได้แล้ว ต่อคิวซื้อตั๋วรถไฟไปครึ่งชั่วโมงได้ พอถึงคิวเราก็มีผู้ชายคนนึงมาถามเราว่าเค้าขอแค่ถามคนขายตั๋วได้มั๊ยแป๊บเดียว ปรากฏว่ามัน ขอใช้สรรพนามเยี่ยงนี้เพราะมันเลวมาก มันตั้งใจแซงคิว มันถามเสร็จ มันจะซื้อตั๋วเลย ดีที่ผู้หญิงจีนที่อยู่ข้างหลังเราไม่ยอม แถมช่วยด่าให้อีก ทีนี้ตอนซื้อตั๋วรถไฟด้วยที่ว่าเค้าปิดม่านมาเหลือแค่ช่องส่งตังค์เท่านั้นเวลาพูดก็ต้องก้มลงไปพูด ทีนี้เราฟังทางคนขายตั๋วพูดไม่ชัด ผู้หญิงจีนคนที่ด่าผู้ชายที่มาแซงคิวเราก็ช่วยเราซื้อตั๋วอีก น่ารักจริงๆเลย ได้ตั๋วมารอบ 12.10 น. เนื่องจากที่สถานีเทียนจินซีเนี่ยจะเป็นรถไฟเร็วที่ผ่านมาจากเมืองอื่นดังนั้นจะมีรถผ่านมาน้อยมาก ประมาณชั่วโมงนึงคันนึง บางชั่วโมงก็ไม่มี เราก็นั่งรอไปสิอีก 2 ชั่วโมง ถึงจะได้ขึ้นรถไฟ ขณะนั่งรอรถไฟก็อ่านหนังสือเตรียมบทเรียนไปด้วย มีคนจีนมานั่งข้างๆ นั่งไปประมาณ 40 นาทีได้เค้าก็เริ่มสงสัยว่าทำไมเรายังไม่ไปขึ้นรถไฟซักที เค้าก็เลยดูตั๋วรถไฟเรา แล้วก็บอกว่าเราไม่ควรจะนั่งตรงนี้ ควรไปนั่งรอในห้องสำหรับรถไฟเร็วโดยเฉพาะ นิต้าก็เลยได้ขึ้นรถไฟไปปักกิ่งด้วยประการฉะนี้ ถึงปักกิ่ง โทรหาพี่ออยล์ เพื่อนยัยโอ๊ดที่อังกฤษ ว่าจะมารับ พอกดโทรปุ๊บ โอเปอเรเตอร์ก็บอกว่าเงินหมดโทรไม่ได้ ลองส่งแมสเสจก็ไม่ได้ แล้วทีนี้คุณหนูนิต้าจะทำอย่างไรดีล่ะ ก็วิ่งๆไปถามตามร้านค้าต่างๆว่าเติมตังค์มือถือได้มั๊ย ทุกร้านตอบเหมือนกันหมดว่าไม่ได้ แล้วที่ใกล้ที่สุดล่ะมีมั๊ย ทุกร้านตอบว่าไม่มี แล้วหนูนิต้าจะทำอย่างไรล่ะ ด้วยสติที่พยายามตั้งมั่นไว้ก็คิด คิด คิด และคิดว่าอย่างไรสถานีรถไฟก็น่าจะมีโทรศัพท์สาธารณะ ก็เลยลองเดินดู ปรากฏว่ามี แต่ไม่ได้รับเหรียญอ่ะ เป็นโทรศัพท์ใช้บัตร ทีนี้หนูนิต้าก็เดินถามไปเรื่อยอีกว่ามีร้านไหนขายบัตรโทรศัพท์สาธารณะบ้าง ปรากฏว่าไม่มีอีกเช่นกัน ก็เลยลองแกล้งไปถามตำรวจ ตำรวจก็พยายามช่วยสุดฤทธิ์ โดยให้ลองไปถามที่ร้านขายหนังสือ เราก็ไปถามด้วยคำถามเดิมทั้งหมดที่ได้ถามร้านต่างๆมา คำตอบก็คือคำเดิมว่าไม่มี เราก็เลยอุทานเป็นภาษาอังกฤษว่าจะทำอย่างไรดี แล้วก็ขอยืมใช้โทรศัพท์เค้าจะได้มั๊ย แต่ถามเป็นภาษาอังกฤษนะ ปรากฏว่า เค้าส่งมือถือให้ เราเลยติดต่อพี่ออยล์ได้ประการฉะนี้ แต่ตอนที่คุยกะพี่ออยล์เนี่ยตอนนั้นบอกไปว่าอยู่ที่ชานชาลา 3 พอคุยเสร็จก็ขอบคุณเจ้าของร้าน และจะจ่ายตังค์เค้าแต่เค้าบอกว่าไม่เป็นไร เราก็ได้แต่ขอบคุณเค้าจากใจจริง ออกไปข้างนอกร้านพบว่าชานชาลาที่บอกพี่ออยล์ไปอ่ะผิด (แหง่ว) จริงๆแล้วสถานีนี้เพิ่งจะสร้างเสร็จแค่ 2 ชานชาลา คือ 1 กะ 2 (แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ฉุกใจนะ)ทีนี้จะทำงัยล่ะจะไปยืมโทรศัพท์เค้าใหม่ใจก็ไม่กล้าพอ พี่ออยล์ก็ไม่โทรเข้ามาแน่เพราะที่นี่บางโปรโมชั่นเป็นแบบรับก็เสียตังค์ พี่ออยล์ก็คิดว่าเราใช้โปรนั้น รอพี่ออยล์ไปซํกพักใหญ่ก็ได้โทรศัพท์จากพี่จูน ซึ่งอยู่เทียนจินโทรมาเช็คว่าถึงปักกิ่งหรือยัง เหมือนสวรรค์มาโปรดหนูนิต้าก็เลยได้พี่จูนเติมตังค์ให้ จากนั้นก็โทรติดต่อพี่ออยล์ได้ พี่ออยล์มารับตอนบ่ายสองโมงก่า ก็ตอนนั้นไม่เห็นเลยว่าที่สถานีนี้มีรถแท็กซี่เห็นแต่รถเมล์ก็เลยขึ้นไป ตอนจะจ่ายตังค์ถามคนขับว่าเท่าไหร่ มันตะโกนใส่แล้วก็ไล่ให้รีบๆเดินเข้าไปข้างใน หนูนิต้าก็เลยไม่ได้จ่ายตังค์ค่ารถเมล์ ไปถึงไหนไม่รู้แต่มันไล่ลงรถหมดทุกคน พี่ออยล์เลยบอกว่าเรียกแท็กซี่ไปสถานีรถไฟใต้ดินกันเหอะ เราก็งัยก็ได้อยู่แล้ว ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปกู่กง หรือวังโบราณที่มีห้องถึง 9,999 ห้องก็ไม่รู้ว่าแต่ก่อนฮ่องเต้เดินเข้าไปหมดทุกห้องป่าวหว่า แต่งัยฮ่องเต้ก็ไม่เดินเองอยู่แล้วไปไหนก็มีเสลี่ยงหามไป พี่ออยล์บอกว่าก่อนโอลิมปิกที่นี่กะลังบูรณะใหม่อยู่ เราก็อืม สีมันใหม่จริงๆแหละ แต่ขอโทษนะ ด้านหลังวังอ่ะช่วยทาด้วยเด่ะ ทาแต่ข้างหน้า หรือว่าถือว่าตอนที่ถ่าย spot โฆษณาโอลิมปิกมันมองไม่เห็นข้างหลังหรืองัยว้า เดินได้ถึงตอนห้าโมงครึ่งก็ไม่ไหวแล้ว ท้องเริ่มพยศ เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานไรเลย พี่ออยล์ก็เลยพาไปหวังฝูจิ่งโดยนั่งรถคล้ายๆสามล้อบ้านเราแต่คันเล็กมากๆ เหมือนรถกระป๋อง ถ้าคนตัวใหญ่ก็นั่งได้แค่คนเดียวเท่านั้น โชคดีเรากะพี่ออยล์ตัวเล็กก็เลยนั่งได้สองคน ก็ไปกินราเม็งฮะจิเซนกันที่หวังฝูจิ่ง เมื่อท้องอิ่มเราก็เดินทางต่อไปดูสนามกีฬาโอลิมปิกกัน สนามรังนก หรือเหนี่ยวเฉา ของคนจีนวันนี้เฉามากมายด้วยว่าไม่ยอมเปิดไฟ จึงเห็นสนามไม่สวยงามอลังการ แต่ Watercube เปิดไฟสว่างจ้า เรียกคนให้ไปถ่ายรูปกัน อีกทั้งยังมีการเล่นสีไฟที่เปิดด้วย ความสนใจเราเลยอยู่ที่ Watercube มากกว่าสนามรังนก ฝั่งตรงข้ามสนามรังนกนั้นเป็นตึกรูปคบเพลิงมีการฉาย Spot โฆษณาเมืองจีน สถานที่ท่องเที่ยว ก็เรียกให้คนไปถ่ายรูปด้วยเช่นกัน เมื่อดูเสร็จก็ไปบ้านพี่ออยล์ซึ่งอลังการมาก ห้องรับแขกใหญ่มาก ห้องนอนเตียง Queen size มี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีครัวด้วย พี่ออยล์อยู่กะเมทไทยอีกคน ชื่อ พี่นิ่ม เมทเกาหลี ชื่อ เจสซี่ เป็นครอบครัวสุขสันต์ที่ไม่ขาดเสียงหัวเราะ วันรุ่งขึ้นเราตื่นแต่เช้าเจ็ดโมงได้มั้ง แต่พี่ออยล์ยังไม่ตื่น จน 10 โมงก็ได้ฤกษ์เดินทางไปตึกซึ่งขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และที่นี่เราก็ได้ Electronic dictionary มาในราคา 1,200 หยวน โดยตอนแรกคนขายเสนอมาตั้งแต่รุ่น 3,000 หยวนอัพ แปลได้ 11 ภาษาเราก็บอกว่าแพงไป มันก็เสนอมาที่ 2,000 หยวน พอเราบ่นว่าแพงไปมันก็ถามเราว่างบเท่าไหร่ เราก็บอกว่าพันนึง มันก็เสนอรุ่นไร้สีให้เรา เราก็บอกว่าไม่เอา จะเอายี่ห้อ Besta เท่านั้น พอถามรุ่นที่พี่ออยล์ใช้มันก็บอกว่ารุ่นนั้นไม่ดี เราก็บอกว่าเราจะเอามันก็บอกว่า 1,500 หยวน เราก็เลยถามมันว่าต่ำสุดให้เท่าไหร่ มันบอก 1,300 หยวน เราก็บอกว่า 1,000 นึงล่ะกัน มันบอกว่าขายไม่ได้ ซักพักคนขายผู้หญิงก็เข้ามา เค้าพยายามจะขายของมาก ลดให้เราเหลือ 1,250 หยวน เราก็ไม่เอา บอกเค้าว่าถ้า 1,200 หยวนถึงจะโอเค เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวไปถามเจ้าของร้านก่อน กลับมามันเดินมาพร้อมของในมือ แล้วให้ราคาเราบอกว่า 1,250 หยวนเราก็ปฏิเสธมันถามว่าจะให้เท่าไหร่ พี่ออยล์ก็บอกว่า 1,200 นั่นแหละ มันลังเลซักพักแล้วก็ขายของ แต่หน้าคนขายตอนนั้นนะอารมณ์เซร็งเป็ดเลยว่าขายของ 3,000 ไม่ได้ ขายได้แค่ 1,200 หยวน จากนั้นก็ไปกินติ๋มซำกันที่ร้าน.......แถวหย่งเหอกง (วัดลามะ) กินเสร็จก็ไปเดินที่วัดลามะ วัดที่มีพระแกะสลักจากไม้จันทน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาจากวัดฝนตกค่ะ ก็เลยคิดว่าจะนั่งรอให้ฝนซาซักพัก ปรากฏว่าไม่ซาก็เลยวิ่งออกมา เจอร้านที่หน้าวัดขายร่มก็ซื้อร่มใหม่คันละ 10 หยวน จากนั้นก็อำลาพี่นิ่มกะพี่ออยล์กลับสู่นิวาสถานเทียนจิน ทริปนี้ก็จบลงด้วยความประทับใจคนจีน 1 วัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
เรื่องเล่าต่อไปจะเป็นปีนกำแพงเมืองจีนล่ะนะ 评论 (2)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://nitanoic.spaces.live.com/blog/cns!610C2F014A24B2CB!4536.trak 引用此项的网络日志
|
|
|